เตือนแล้วไม่ฟังจะสาย! หลวงตาเยื้อนนิมิตใหญ่ สะเทือนแผ่นดิน ถึงนายก ในรัชกาลที่ 10

เตือนแล้วไม่ฟังจะสาย! หลวงตาเยื้อนนิมิตใหญ่ สะเทือนแผ่นดิน ถึงนายก ในรัชกาลที่ 10

นิมิตที่เกิดขึ้นจากผู้ปฏิบัติธรรมอย่างแท้จริงมิใช่สิ่งที่เกิดจากความอยากเด่นอยากดังหรือความปรารถนาจะให้ใครเชื่อแต่เป็นผลของจิตที่ค่อยๆวางลงอย่างเป็นธรรมชาติวางจากอัตตาวางจากความยึดมั่นในตัวตนและวางจากความต้องการจะควบคุมทุกสิ่งรอบตัวเมื่อใจไม่ดิ้นรนไม่ไขวคว้าและไม่แสวงหาการยอมรับจากใครจิตเช่นนี้ย่อมเปิดกว้างพร้อมรับรู้ความจริงของโลกตามที่มันเป็นเพื่อเติมพลังใจและจิตวิญญาณของคุณหากคุณเห็นว่ามีประโยชน์โปรดกดติดตามและ
สนับสนุนช่องของเราการสนับสนุนของคุณคือแรงบันดาลใจให้เราสร้างสรรค์ผลงานต่อไปหลวงตาเยื้อนเป็นตัวอย่างของพระผู้ปฏิบัติที่ดำเนินชีวิตเรียบง่ายสมถะและไม่ยึดติดกับชื่อเสียงหรือคำสรรเสริญท่านไม่แสวงหาผู้ติดตามไม่สร้างภาพและไม่หวัหวั่นไหวต่อคำวิจารณ์ไม่ว่าจะเป็นคำยกยอหรือคำติฉินเพราะท่านรู้ดีว่าสิ่งเหล่านั้นล้วนเป็นเพียงเสียงของโลกไม่ใช่สาระของการเดินบนทางธรรมเมื่อใจไม่ไหวตามเสียงเหล่านั้นใจก็จะค่อยๆกลับสู่ความ

นิ่งและความตรงด้วยเหตุนี้เมื่อนิมิตปรากฏขึ้นในจิตของผู้ปฏิบัติอย่างหลวงตาเยื้อนจึงมิใช่เรื่องน่าประหลาดหากมองจากสายตาของผู้ที่เข้าใจการภาวนาอย่างลึกซึ้งเพราะจิตที่ผ่านการฝึกฝนมาอย่างยาวนานย่อมมีความละเอียดอ่อนสามารถรับรู้ความเปลี่ยนแปลงของเหตุปัจจัยได้ก่อนที่ผลจะปรากฏอย่างชัดเจนในโลกภายนอกในทางพระพุทธศาสนาจิตที่สงบตั้งมั่นเปรียบเสมือนผิวน้ำที่เรียบใสเมื่อไม่มีคลื่นแห่งความฟุ้งซ่านรบกวนสิ่งใดสะท้อนลงมาก็ย่อม

ปรากฏอย่างชัดเจนจิตที่สะอาดปราศจากความโลภความโกรธและความหลงย่อมเห็นสิ่งต่างๆตามเหตุเหตุและผลไม่บิดเบือนตามอารมณ์หรืออคติของตนเองภาพที่ปรากฏในนิมิตจึงมิใช่ภาพลวงตาที่เกิดจากความคิดปรุงแต่งหากแต่เป็นการสะท้อนของกรรมกระแสของเหตุปัจจัยและความเปลี่ยนแปลงที่กำลังก่อตัวอยู่ในโลกเป็นเหมือนเงาของสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นหากเหตุยังคงดำเนินไปในทิศทางเดิมนิมิตจึงทำหน้าที่เป็นกระจกไม่ใช่คำสั่งและไม่ใช่คำพิพากษาสิ่งสำคัญคือหลวงตาเยื้อนไม่เคยอ้างว่า

นิมิตของตนคือคำพยากรณ์ที่ทุกคนต้องเชื่ออย่างงมงายท่านไม่เคยบังคับให้ใครเชื่อตามและไม่เคยใช้มันเพื่อสร้างความหวาดกลัวตรงกันข้ามท่านมองนิมิตเหล่านี้เป็นเพียงสัญญาณเตือนที่เกิดขึ้นเพื่อให้มนุษย์หันกลับมาดูใจตนเองว่ายังดำเนินชีวิตด้วยความประมาทหรือไม่ยังหลงในอำนาจความโลภและความยึดมั่นมากเพียงใดในสายตาของหลวงตาเหยนนิมิตไม่มีค่ามากไปกว่าการกระทำในปัจจุบันเพราะแม้นิมิตจะบอกอะไรไว้แต่หากมนุษย์รู้จักหยุดรู้จักวางและ

รู้จักเปลี่ยนแปลงตนเองเหตุย่อมเปลี่ยนและผลก็ย่อมเปลี่ยนตามไปด้วยนี่คือหัวใจของธรรมะที่ไม่ได้ผูกชีวิตไว้กับอนาคตแต่ชี้ให้กลับมาดูปัจจุบันอย่างมีสตินิมิตใหญ่ที่กล่าวถึงมิได้เกิดขึ้นในช่วงที่จิตฟุ้งซ่านอ่อนล้าหรือเต็มไปด้วยความคิดปรุงแต่งหากแต่เกิดขึ้นในขณะจิตที่นิ่งสงบลึกและอบเอาไปด้วยเมตตาจิตในภาวะเช่นนี้ไม่เร่งรีบไม่ดิ้นรนและไม่คาดหวังเปรียบเสมือนผิวน้ำที่เรียบสนิทเมื่อไม่มีคลื่นแห่งอารมณ์และความฟุ้งซ่านรบกวน

สิ่งใดที่สะท้อนลงมาก็ย่อมปรากฏอย่างชัดเจนตรงไปตรงมาและไม่บิดเบือนตามอคติของตนเองนี่คือเหตุผลที่ครูบาอาจารย์ในอดีตมักกล่าวไว้ว่าของจริงไม่ต้องอธิอธิบายมากเพราะสิ่งที่เกิดจากจิตบริสุทธิ์ไม่จำเป็นต้องใช้ถ้อยคำมากมายเพื่อโน้มน้าวหรือพิสูจน์พลังของจิตเช่นนี้สื่อสารด้วยความเงียบเป็นความเงียบที่ไม่ว่างเปล่าแต่เต็มไปด้วยความหมายผู้ที่ใจสงบย่อมสัมผัสได้โดยไม่ต้องมีใครอธิบายให้เข้าใจหลวงตาเยื้อนเองก็ไม่เคยอวดอ้างหรือนำ

เสนอนิมิตของตนในลักษณะที่ยิ่งใหญ่เกินจริงท่านไม่เคยยกตนเองขึ้นเหนือผู้อื่นและไม่เคยใช้ประสบการณ์ภายในมาเป็นเครื่องมือสร้างศรัทถาแบบบีบบังคับสิ่งที่ท่านทำมีเพียงการเล่าอย่างเรียบง่ายด้วยน้ำเสียงสงบและด้วยหัวใจที่เต็มไปด้วยความห่วงใยสิ่งสำคัญอย่างยิ่งคือหลวงตาเยื้อนไม่ได้นำเรื่องนิมิตมาเล่าเพื่อสร้างความหวาดกลัวให้ผู้คนท่านไม่ได้พูดด้วยน้ำเสียงคมขู่ไม่ได้เร้าอารมณ์และไม่ได้ชี้นำให้ผู้ฟังตื่นตระหนกตรงกันข้าม

คำเตือนของท่านเปลี่ยนด้วยความเมตตาคล้ายผู้เฒ่าที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมามากมองเห็นพายุอยู่ไกลๆแล้วหันมาบอกลูกหลานด้วยเสียงเบาๆว่าเตรียมตัวเถิดคำว่าเตรียมตัวในที่นี้มิใช่การเตรียมใจเพื่อกลัวแต่เป็นการเตรียมใจเพื่อรู้เท่าทันเพื่อไม่ประมาทและเพื่อไม่ใช้ชีวิตด้วยความหลงลืมผู้เฒ่าเช่นนี้ไม่ได้ต้องการให้ใครตื่นตระหนกกับพายุหากแต่ไม่อยากเห็นลูกหลานยืนอยู่กลางลมฝนโดยไม่รู้ตัวแน่นอนว่าเมื่อพูดถึงนิมิตย่อมมีผู้ตั้ง

คำถามว่าสิ่งเหล่านี้เชื่อได้หรือไม่ควรเชื่อมากน้อยเพียงใดแต่ในทางธรรมคำถามที่สำคัญยิ่งกว่านั้นไม่ใช่เรื่องของความเชื่อหากคือคำถามที่หันกลับมาหาตนเองว่าเมื่อได้ฟังแล้วใจเราเป็นอย่างไรหากฟังแล้วใจฟุ้งซ่านเต็มไปด้วยความกลัวความกังวลและความยึดติดในรูปแบบนั่นอาจหมายความว่าใจเรายังเกาะอยู่ที่เนื้อเรื่องมากกว่าที่จะเข้าถึงสาระแต่หากฟังแล้วใจค่อยๆนิ่งลงเกิดสติเกิดความรู้ตัวและมองเห็นความไม่แน่นอนของชีวิตอย่างอ่อนโยน

นั่นแสดงว่านิมิตนั้นได้ทำหน้าที่ของมันแล้วอย่างสมบูรณ์ในมุมมองของหลวงตาเยื้อนนิมิตไม่ใช่เป้าหมายแต่เป็นเพียงทางผ่านเป้าหมายที่แท้จริงคือการที่ผู้ฟังหันหันกลับมาดูใจตนเองลดความประมาทและเพิ่มความเมตตาให้มากขึ้นในชีวิตประจำวันหากสิ่งที่ได้ฟังทำให้เราพูดเบาลงใจเย็นลงและให้อภัยง่ายขึ้นนั่นย่อมมีค่ามากกว่าการรู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้นในวันข้างหน้าหลวงตาเยื้อนเคยกล่าวไว้อย่างเรียบง่ายนิมิตก็เหมือนเงาไม่ใช่ตัวจริงตัวจริงคือการกระทำของเราใน

ปัจจุบันหากมนุษย์ยังคงโลภโกรธหลงแม้ไม่มีนิมิตภัยก็ย่อมเกิดหากมนุษย์รู้จักละรู้จักวางแม้นิมิตใหญ่เพียงใดก็ไม่อาจทำร้ายจิตที่ตั้งมั่นในธรรมได้ในโลกยุคปัจจุบันผู้คนคุ้นชินกับข่าวร้ายคำเตือนและเสียงดังจากภายนอกจนหลงลืมการฟังเสียงเงียบจากภายใดนิมิตของหลวงตาเยื้อนจึงเปรียบเสมือนระฆังใบเล็กๆที่ดังขึ้นในใจผู้ฟังบางคนไม่ได้ดังเพื่อโลกทั้งใบแต่ดังพอให้ผู้ที่ยังมีศรัทถาหยุดเดินหยุดคิดแล้วหันกลับมามองทางที่ตนกำลังเหยียบ

ย่ำอยู่สุดท้ายแล้วนิมิตจะจริงหรือไม่อาจไม่สำคัญเท่ากับสิ่งที่มันปลุกขึ้นมาในใจเราหากมันทำให้เราระลึกถึงความไม่เที่ยงความเปราะบางนาชื่อเสียงและชีวิตหากมันทำให้เราอ่อนลงเมตตามากขึ้นและประมาทน้อยลงนั่นก็เพียงพอแล้วเพราะแก่นแท้ของธรรมะไม่ได้อยู่ที่การรู้อนาคตแต่อยู่ที่การรู้ใจในปัจจุบันคำว่าเตือนแล้วไม่ฟังจะสายหากฟังผิวเผินอาจทำให้หลายคนรู้สึกหวาดกลัวราวกับเป็นคำขู่หรือคำพิพากษาแต่ในสายตาของผู้เข้า

ใจธรรมคำเตือนนี้กลับเต็มไปด้วยความเมตตาอย่างลึกซึ้งเพราะมันไม่ได้เกิดจากความโกรธไม่ได้เกิดจากความอยากควบคุมใครหากแต่เกิดจากความห่วงใยของผู้ที่มองเห็นเหตุก่อนที่ผลจะปรากฏในพระพุทธศาสนากฎแห่งกรรมไม่ใช่สิ่งลึกลับไม่ใช่เรื่องไกลตัวและไม่ใช่การลงโทษจากใครคนใดคนหนึ่งกรรมคือการกระทำเจตนาคือหัวใจและผลย่อมเกิดขึ้นตามเหตุอย่างซื่อตรงหลวงตาเยื้อจึงมักเตือนเสมอว่ากรรมไม่เคยเร่งกรรมไม่เคยช้าแต่กรรมไม่เคยลืมใครเลย

คำเตือนของท่านไม่ได้เจาะจงไปที่คนใดคนหนึ่งหากแต่สะท้อนถึงพฤติกรรมของมนุษย์โดยรวมโดยเฉพาะในยุคที่ผู้คนเร่งรีบแข่งขันและหลงลืมการหยุดฟังเสียงของตนเองหลายครั้งที่เราถูกเตือนแล้วแต่เลือกจะไม่ฟังเพราะคิดว่ายังไม่ถึงตาเราเพราะคิดว่ายังมีเวลาหรือเพราะอัตตาบังตาจนทำให้เรามองไม่เห็นเหวที่อยู่ข้างหน้าจะสายในทางธรรมไม่ได้หมายถึงเวลาบนนาฬิกาแต่หมายถึงช่วงเวลาที่ใจยังมีโอกาสกลับตัวเมื่อใจแข็งกระด้างไม่รับฟังไม่สำนึกแม้โอกาสจะมาถึง

ก็กลับมองไม่เห็นนี่คือความสายที่น่ากลัวกว่าสิ่งใดเพราะไม่ใช่สายเพราะโลกแต่สายเพราะใจเราเองหลวงตาเยื้อนไม่เคยกล่าวว่าผู้ที่ไม่ฟังจะต้องพบจุดจบอันเลวร้ายเสมอไปแต่ท่านชี้ให้เห็นอย่างอ่อนโยนว่าทุกการเพิกเฉยต่อคำเตือนคือการเลือกเดินต่อบนเส้นทางเดิมหากเส้นทางนั้นเต็มไปด้วยความโลภความโกรธและความหลงผลที่ปลายทางก็ย่อมไม่ต่างจากเดิมไม่ว่าจะเดินช้าหรือเดินเร็วในชีวิตของคนเราหลายครั้งความทุกข์ไม่ได้เกิดขึ้นทันทีแต่มันค่อยๆสะสมอย่างเงียบ

งันเหมือนน้ำที่หยดลงบนหินวันแรกอาจไม่เห็นรอยแต่เมื่อเวลาผ่านไปหินที่แข็งแกร่งก็ยังสึกกร่อนได้กรรมก็เช่นกันเมื่อเราเพิกเฉยต่อคำเตือนเล็กๆซ้ำแล้วซ้ำเล่าวันหนึ่งผลย่อมปรากฏโดยไม่ต้องประกาศล่วงหน้าคำว่าเตือนแล้วไม่ฟังจะสายจึงไม่ใช่คำพิฆากษาแต่เป็นกระจกสะท้อนสติว่าเรายังฟังอยู่หรือไม่ยังอ่อนอยู่หรือเปล่าหรือใจเราเริ่มแข็งจนไม่ยอมรับอะไรอีกแล้วหากยังฟังได้แสดงว่ายังไม่สายหากยังรู้สึกสะเทือนใจแสดงว่ายังมีทางกลับหลวงตา

เยื้อนมักเน้นย้ำว่าการฟังธรรมไม่ได้วัดที่จำนวนครั้งแต่วัดที่การเปลี่ยนแปลงของใจบางคนฟังนับ100ครั้งแต่ใจไม่เคยขยับขณะที่บางคนฟังเพียงครั้งเดียวแต่ใจกลับอ่อนลงเมตตามากขึ้นและประมาทน้อยลงนี่คือผลของการฟังเป็นในโลกที่เต็มไปด้วยเสียงดังขาวแรงและอารมณ์รุนแรงคำเตือนที่มาจากความสงบอาจฟังดูเบาเกินไปจนหลายคนเลือกจะมองข้ามแต่แท้จริงแล้วเสียงที่เบาที่สุดมักเป็นเสียงที่จริงที่สุดเพราะมันไม่ได้พยายามเอาชนะใครเพียงแต่อยู่ตรงนั้นรอให้ผู้ที่

พร้อมจะฟังหยุดและรับฟังด้วยใจที่เปิดกว้างสุดท้ายแล้วคำเตือนของหลวงตาเยื้อนไม่ได้เรียกร้องให้ใครต้องเชื่อแต่เชื้อเชิญให้ทุกคนกลับมาดูใจตนเองว่าเรากำลังฟังอยู่หรือกำลังดื้อเงียบว่าเรากำลังใช้ชีวิตด้วยสติหรือปล่อยให้ความเคยชินพาเราไปเรื่อยๆโดยไม่รู้ทิศทางเมื่อได้ยินคำว่าสะเทือนแผ่นดินภาพแรกที่ผุดขึ้นในใจของผู้คนจำนวนมากมักเป็นภาพของภัยพิบัติความเสียหายหรือเหตุการณ์รุนแรงที่มองเห็นได้ด้วยตาแต่ในทางธรรมะคำว่าแผ่นดิน

สะเทือนอาจไม่ได้หมายถึงพื้นดินที่สั่นไหวเพียงอย่างเดียวหากหมายถึงฐานใจของผู้คนที่กำลังสั่นคลอนอย่างเงียบๆโดยที่หลายคนไม่ทันสังเกตหลวงตาเยื้อนเคยกล่าวไว้ว่าภัยที่น่ากลัวที่สุดไม่ใช่ภัยที่มาจากฟ้าจากดินหรือจากธรรมชาติแต่คือภัยที่เกิดจากใจมนุษย์เองเมื่อใจเต็มไปด้วยความโลภความโกรธและความหลงแผ่นดินภายนอกอาจยังดูมั่นคงแต่แผ่นดินภายในกลับแตกร้าวไปแล้วโดยไม่รู้ตัวนิมิตที่สะเทือนแผ่นดินจึงอาจเป็นเพียงภาพสะท้อนของความไม่มั่นคงนี้ในยุคที่โลก

หมุนเร็วผู้คนถูกดึงดูดด้วยผลประโยชน์ความสำเร็จและภาพลักษณ์ภายนอกเรามักเผลือลืมถามใจตนเองว่าเรากำลังยืนอยู่บนพื้นฐานอะไรหากพื้นฐานนั้นคือความเห็นแก่ตัวการเอาเปรียบหรือความประมาทแม้จะดูมั่นคงเพียงใดวันหนึ่งก็ย่อมสั่นคลอนเพราะไม่มีสิ่งใดตั้งอยู่ได้บนฐานที่ไม่ถูกต้องนิมิตสะเทือนแผ่นดินในทางธรรมจึงเป็นคำเตือนให้เราหันกลับมามองรากฐานของชีวิตไม่ใช่เพื่อให้กลัวโลกแต่เพื่อให้เราถามตนเองว่าใจเรายังมั่นคงอยู่หรือไม่ศีลที่

เราถือยังแน่นอยู่หรือเปล่าเมตตาที่เรามีต่อผู้อื่นยังจริงหรือเป็นเพียงคำพูดหลายครั้งที่โลกภายนอกวุ่นวายไม่ใช่เพราะเหตุการณ์ใหญ่โตแต่เพราะใจของผู้คนจำนวนมากพร้อมจะสั่นตามข่าวพร้อมจะโกรธตามคำยุพร้อมจะเกลียดตามกระแสเมื่อใจไม่ตั้งมั่นแผ่นดินทั้งใบก็เหมือนจะสั่นไปพร้อมกันทั้งที่ความจริงสิ่งที่สั่นคือใจของเราเองหลวงตาเยื้อนมองนิมิตเช่นนี้ด้วยสายตาที่สงบท่านไม่ได้ตีความว่าเป็นลางร้ายแต่เห็นมันเป็นเครื่องเตือนว่ามนุษย์กำลัง

ห่างจากความเรียบง่ายห่างจากธรรมชาติและห่างจากความพอดีเมื่อใจไกลจากธรรมความไม่สมดุลย่อมเกิดขึ้นทั้งในตัวบุคคลสังคมและโลกโดยรวมแผ่นดินในความหมายทางธรรมยังหมายถึงที่พึ่งของชีวิตหากใจไม่มีที่พึ่งไม่มีธรรมเป็นหลักต่อให้มีทรัพย์มีอำนาจหรือมีชื่อเสียงเพียงใดก็ยังรู้สึกไม่มั่นคงเมื่อสิ่งใดสิ่งหนึ่งสั่นไหวใจก็พร้อมจะหลมตามนี่คือความเปราะบางที่นิมิตพยายามจะชี้ให้เห็นการฟังนิมิตสะเทือนแผ่นดินจึงไม่ใช่เพื่อคาดเดาเหตุการณ์ภาย

นอกแต่เพื่อชวนให้เราหยุดและตั้งสติว่าเรากำลังสร้างแผ่นดินในใจให้มั่นคงหรือไม่เราใช้ชีวิตด้วยความประมาทหรือด้วยความรู้ตัวเราปล่อยให้อารมณ์พาไปหรือเรายังพอมีสติพากลับมาอยู่กับปัจจุบันในทางกลับกันหากใจมั่นคงแม้โลกภายนอกจะสั่นไหวเพียงใดใจก็ยังยืนอยู่ได้พระพุทธเจ้าทรงสอนว่าผู้มีสติย่อมไม่หวั่นไหวต่อโลกธรรมแม้สุขและทุกข์จะผลัดเปลี่ยนเข้ามาใจก็ยังตั้งอยู่ในความรู้ตัวไม่ถูกพัดพาไปกับกระแสนิมิตที่สะเทือน

แผ่นดินของหลวงตาเยือนจึงไม่ใช่เสียงฟ้าร้องที่น่ากลัวแต่เป็นเสียงเตือนเบาๆให้เรากลับมาสร้างฐานใจให้แน่นด้วยศีลด้วยสติและด้วยเมตตาเพราะหากแผ่นดินภายในมั่นคงแล้วแผ่นดินภายนอกจะสั่นเพียงใดใจก็ยังสงบได้เมื่อนิมิตเอ่ยถึงผู้นำประเทศหลายคนอาจรู้สึกหวั่นใจหรือเผลอคิดไปถึงตัวบุคคลชื่อตำแหน่งหรืออำนาจที่จับต้องได้แต่ในสายปาของผู้ปฏิบัติธรรมนิมิตเช่นนี้ไม่ได้มีเจตนาจะชี้นิ้วกล่าวโทษใครหากแต่เป็นกระจกจกเงาที่สะท้อนภาระของความรับ

ผิดชอบที่มากขึ้นตามระดับของอำนาจที่ถืออยู่หลวงตาเยื้อเคยกล่าวไว้อย่างเรียบง่ายคนธรรมดาทำผิดผลกระทบอาจหยุดอยู่แค่ตัวเองหรือคนรอบข้างแต่เมื่อใดที่ผู้มีอำนาจทำผิดผลนั้นย่อมแผ่กว้างออกไปโดยไม่ต้องตั้งใจนี่ไม่ใช่การตัดสินแต่คือกฎของเหตุและผลที่เป็นธรรมกับทุกคนอย่างเท่าเทียมในพระพุทธศาสนาอำนาจไม่ใช่สิ่งเลวร้ายหากอำนาจนั้นตั้งอยู่บนศีลเมตตาและปัญญาผู้นำที่มีธรรมย่อมเป็นที่พึ่งของผู้คนแต่หากอำนาจขาดธรรมแม้เพียงเล็กน้อย

ความสั่นคลอนก็ย่อมเกิดขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้เพราะใจที่ไม่มั่นคงย่อมพาโครงสร้างทั้งระบบให้เอนเอียงไปด้วยนิมิตที่เกี่ยวข้องกับผู้นำประเทศจึงมิใช่ลางร้ายแต่เป็นคำเตือนว่าตำแหน่งที่สูงขึ้นย่อมมาพร้อมกับภาระทางกรรมที่หนักขึ้นเช่นกันทุกคำพูดทุกการตัดสินใจล้วนมีผลต่อชีวิตของผู้คนจำนวนมากบางครั้งผลนั้นอาจไม่ปรากฏทันทีแต่จะค่อยๆสะสมอยู่ในกระแสของสังคมหลวงตาเยื้อนมองผู้นำด้วยความเมตตาไม่ใช่ด้วยความโกรธท่านเข้าใจดี

ว่าผู้ที่อยู่ในตำแหน่งสูงย่อมแบกรับแรงกดดันความคาดหวังและความขัดแย้งมากมายหากขาดที่พึ่งทางใจขาดทำเป็นหลักใจก็อาจเหนื่อยล้าแข็งกระด้างหรือหลงทางได้โดยไม่รู้ตัวในทางธรรมผู้นำที่แท้จริงไม่ใช่ผู้ที่มีอำนาจเหนือผู้อื่นแต่คือผู้ที่สามารถนำใจตนเองได้หากยังนำใจตนเองไม่ได้อำนาจภายนอกก็ยิ่งกลายเป็นภาระหนักนิมิตจึงเหมือนการเตือนว่าก่อนจะนำพาใครจงกลับมาดูใจตนเองก่อนว่ายังตั้งมั่นอยู่ในความถูกต้องหรือไม่นิมิตถึงผู้นำอย่างสะท้อนถึงความ

สัมพันธ์ระหว่างผู้นำกับประชาชนเพราะในทางหนึ่งผู้นำคือภาพสะท้อนของสังคมหากผู้คนยังเต็มไปด้วยความโกรธความแตกแยกและความไม่อดทนผู้นำก็ย่อมต้องเผชิญกับแรงสั่นสะเทือนเหล่านั้นเช่นกันการเปลี่ยนแปลงจึงไม่อาจเกิดจากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเพียงลำพังหลวงตาเยื้อจึงไม่เคยเรียกร้องให้โทษผู้นำแต่ชวนให้ทุกคนหันกลับมาดูบทบาทของตนตนเองว่าเราเป็นประชาชนที่มีสติหรือไม่เราใช้คำพูดและการกระทำสร้างสันติหรือเติมเชื้อให้ความขัดแยกการมีผู้นำที่

ดีเริ่มต้นจากการมีใจที่ดีในทุกระดับของสังคมในที่สุดนิมิตถึงผู้นำประเทศก็กลับมาที่ธรรมดาและเรียบง่ายนั่นคือความจริงที่ว่าไม่มีใครอยู่เหนือกฎแห่งกรรมไม่ว่าจะสูงเพียงใดหากกระทำด้วยเจตนาบริสุทธิ์ผลย่ำเป็นสุขหากกระทำด้วยความหลงผลย่อมเป็นทุกข์นี่ไม่ใช่คำขู่แต่คือความยุติธรรมของธรรมชาติหากผู้นำฟังคำเตือนนี้ด้วยใจที่เปิดกว้างนิมิตย่อมกลายเป็นแสงสว่างหากประชาชนฟังด้วยสตินิมิตก็จะกลายเป็นบทเรียนและหากเราทุกคนฟังด้วย

ความอ่อนโยนนิมิตนั้นอาจไม่ต้องแสดงผลเป็นความสั่นคลอนใดๆเลยเพราะใจของผู้คนได้เริ่มตั้งมั่นในธรรมแล้วทุกยุคสมัยมีบททดสอบของตนเองไม่มีช่วงเวลาใดในประวัติศาสตร์ที่ปราศจากความเปลี่ยนแปลงเพียงแต่รูปแบบของบททดสอบนั้นแตกต่างกันไปในยุคปัจจุบันภายใต้รัชกาลที่10หลวงตาเยื้อมองว่านี่คือช่วงเวลาแห่งการทดสอบใจมากกว่าการทดสอบพลังหรืออำนาจภายนอกเป็นยุคที่ไม่ได้ถามว่าใครแข็งแรงที่สุดแต่ถามว่าใครตั้งมั่นได้มากที่สุดการทด

สอบในยุคนี้ไม่ได้มาในรูปของสงครามใหญ่หรือความอดอยากรุนแรงเหมือนในอดีตแต่แฝงตัวมาอย่างแนบเนียนผ่านที่หลั่งไหลความคิดเห็นที่แตกต่างความเร่งริบของชีวิตและความคาดหวังที่ถาโถมใส่ใจมนุษย์โดยไม่หยุดพักใจของผู้คนจึงถูกทดสอบทุกวันโดยไม่รู้ตัวหลวงตาเยื้อนเคยกล่าวว่ายุคที่ข้อมูลมากใจจะเหนื่อยง่ายหากขาดสติยุคที่เสียงดังใจจะหลงง่ายหากขาดความนิ่งและยุคที่ทุกคนอยากถูกใจจะทุกข์ง่ายหากขาดความอ่อนโยนคำสอนนี้สะท้อนชัดในสังคมปัจจุบัน

ที่ผู้คนถูกดึงให้เลือกข้างถูกเร่งให้ตัดสินและถูกกระตุ้นให้รู้สึกตลอดเวลาจนลืมถามใจตนเองว่าเรายังสงบอยู่หรือไม่รัชกาลที่10ในมุมมองทางธรรมจึงไม่ใช่เพียงช่วงเวลาแห่งการบริหารบ้านเมืองแต่เป็นช่วงเวลาแห่งการเรียนรู้ภายในของผู้คนทั้งแผ่นดินเป็นเวลาที่กรรมเก่ากำลังแสดงผลและกรรมใหม่กำลังถูกสร้างขึ้นพร้อมกันอย่างรวดเร็วใครที่ใช้ชีวิตด้วยความประมาทก็จะถูกกระแสพัดพาไปไกลโดยไม่รู้ทิศทางในทางกลับกันผู้ที่รู้จักหยุดรู้

จักฟังและรู้จักวางจะค้นพบว่าท่ามกลางความวุ่นวายยังมีพื้นที่แห่งความสงบซ่อนอยู่เสมอยุคนี้จึงไม่ใช่ยุคแห่งความมืดหากเป็นยุคที่แสงสว่างกับความมืดปรากฏชัดพร้อมกันอยู่ที่ว่าใจของเราจะเลือกมองอะไรและยึดอะไรเป็นหลักหลวงตาเยื้อมองว่าการตื่นรู้ในยุคนี้ไม่ได้หมายถึงการรู้มากขึ้นแต่หมายถึงการรู้ทันใจตนเองรู้ว่าเมื่อใดควรรับเมื่อใดควรวางเมื่อใดควรพูดและเมื่อใดควรเงียบความสามารถเช่นนี้ไม่อาจได้มาจากการเสพข้อมูลแต่เกิดจากการฝึก
ฝึกสติอย่างสม่ำเสมอการทดสอบใจที่สำคัญที่สุดในยุคนี้คือการอยู่ร่วมกับความแตกต่างโดยไม่แตกแยกอยู่กับความไม่แน่นอนโดยไม่หวาดกลัวและอยู่กับความเปลี่ยนแปลงโดยไม่สูญเสียความเมตตาหากใจเราทำได้เช่นนี้ไม่ว่ายุคสมัยจะผันผวนเพียงใดใจก็ยังคงเป็นที่พึ่งให้ตนเองและผู้อื่นได้รัชกาลที่10จึงเป็นเหมือนกระจกบานใหญ่ที่สะท้อนให้เห็นทั้งจุดแข็งและจุดอ่อนของผู้คนในแผ่นดินเดียวกันใครที่ยังยึดติดกับอดีตก็จะทุกข์ใครที่กังวลกับอนาคต

มากเกินไปก็จะฟุ้งแต่ใครที่กลับมาอยู่กับปัจจุบันจะพบว่าชีวิตยังมีทางเดินที่สงบและงดงามหลวงตาเยื้อมักเตือนว่าอย่าฝากความหวังทั้งหมดไว้กับใครหรือสิ่งใดภายนอกเพราะสิ่งเหล่านั้นล้วนไม่เที่ยงที่พึ่งที่แท้จริงคือใจที่มีธรรมมีสติและมีเมตตายุคใดก็ตามหากผู้คนจำนวนมากกลับมาดูแลใจตนเองแผ่นดินนั้นย่อมไม่ว่างเปล่าจากความหวังในที่สุดยุคแห่งการทดสอบใจนี้ไม่ได้ต้องการผู้ชนะหรือผู้แพ้แต่ต้องการผู้ที่ตื่นตื่นจากความประมาทตื่นจากความหลง

และตื่นจากการโทษกันไปมาหากเราตื่นได้แม้เพียงคนเดียวความสงบก็จะเริ่มแผ่ขยายออกไปอย่างเงียบๆหลายคนเมื่อได้ยินคำว่ารู้ชะตามักนึกถึงการล่วงรู้อนาคตการคาดดาวเหตุการณ์หรือการเตรียมตัวรับมือกับสิ่งที่ยังมาไม่ถึงแต่ในมุมมองของหลวงตาเยื้อนการรู้ชะตาที่แท้จริงไม่ได้เริ่มต้นจากภายนอกหากเริ่มต้นจากการรู้จักใจของตนเองในปัจจุบันขณะชะตาในทางธรรมไม่ใช่เส้นทางที่ถูกกำหนดต่ายตัวหากเป็นกระแสของเหตุและผลที่เปลี่ยนแปลงได้ตลอด

เวลาตามการกระทำเจตนาและสติของเราในแต่ละวันหลวงตาเยื้อนจึงมักเตือนว่าผู้ที่มัวแต่กลัวอนาคตมักลืมดูปัจจุบันทั้งที่ปัจจุบันนี่เองคือจุดเดียวที่เราสามารถเปลี่ยนทิศทางของชะตาได้จริงนิมิตคำเตือนหรือเรื่องราวต่างๆที่เราได้ยินไม่ได้มีหน้าที่ทำให้ใจหดหู่หรือหวาดหวั่นแต่มีหน้าที่ปลุกให้ใจตื่นให้เห็นความไม่แน่นอนของชีวิตและชวนให้เรากลับมาถามตนเองว่าวันนี้เราใช้ชีวิตด้วยความประมาทหรือด้วยความรู้ตัวหากเรายังมีสติแม้

อนาคตจะไม่แน่นอนใจก็ยังสงบได้หลวงตาเยื้อสอนว่าคนที่กลัวชะตามักเป็นคนที่ยังไม่รู้จักใจตนเองเพราะเมื่อใจไม่มีที่พึ่งก็ต้องมองหาที่พึ่งจากสิ่งภายนอกนแต่คนที่ฝึกใจจนรู้จักวางจะค่อยๆเข้าใจว่าไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นใจที่ตั้งมั่นในธรรมย่อมไม่แตกสลายง่ายๆการรู้ชะตาในความหมายนี้จึงไม่ใช่การรู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้นแต่คือการรู้ว่าหากสิ่งใดเกิดขึ้นใจเราจะรับมืออย่างไรเราจะตอบสนองด้วยความโกรธความกลัวหรือด้วยสติและเมตตาเพราะผลลัพธ์ของ

ชีวิตไม่ได้ขึ้นอยู่กับเหตุการณ์เพียงอย่างเดียวแต่ขึ้นอยู่กับใจที่เผชิญเหตุการณ์นั้นเป็นสำคัญในโลกที่เต็มไปด้วยข่าวร้ายคำทำนายและเสียงเตือนจากทุกทิศทางใจของผู้คนอ่อนล้าได้ง่ายหลวงตาเยื้อจึงเน้นย้ำเสมอว่าอย่าปล่อยให้ใจแบกรับทุกเรื่องของโลกไว้ทั้งหมดเราไม่จำเป็นต้องรู้ทุกอย่างไม่จำเป็นต้องตอบสนองทุกกระแสจำเป็นต้องรักษาใจให้สงบเพราะใจที่สงบคือปัญญาที่กำลังทำงานเมื่อใจสงบเราจะเริ่มมองเห็นว่าหลายสิ่งที่เคยกลัวแท้

จริงแล้วไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิดและหลายสิ่งที่เคยยึดก็ไม่จำเป็นต้องแบกต่อไปชะตาที่หนักในอดีตอาจเริ่มเบาลงได้เมื่อใจเราอ่อนลงและยอมปล่อยวางความดื้อรั้นของตนเองหลวงตาเยื้อมักกล่าวว่าชะตาของคนเราไม่ได้เปลี่ยนเพราะฟ้าเปลี่ยนแต่เปลี่ยนเพราะใจเปลี่ยนเมื่อใจหยุดโทษหยุดเปรียบเทียบและหยุดดิ้นรนเกินจำเป็นชีวิตก็จะค่อยๆกลับเข้าสู่ความพอดีแม้ปัญหาจะยังอยู่แต่ใจจะไม่จมอยู่ในปัญหานั้นตลอดเวลาการกลับมาดูตนเองจึงเป็นของขวัญที่

นิมิตและคำเตือนมอบให้เราอย่างเงียบๆไม่ได้บังคับไม่ได้เร่งรัดเพียงแต่อยู่ตรงนั้นรอให้ผู้ที่พร้อมจะฟังหยุดและหันกลับมาหากวันนี้เราฟังแล้วรู้สึกใจเบาลงนั่นแสดงว่าเราเข้าใกล้แก่นของธรรมมากขึ้นแล้วในที่สุดการรู้ชะตาที่ดีที่สุดไม่ใช่การรู้ล่วงหน้าแต่คือการรู้ว่าทุกสิ่งไม่เที่ยงทุกอย่างเปลี่ยนแปลงได้และไม่มีอะไรควรค่าแก่การยึดจนทำร้ายใจตนเองหากเรายอมรับความจริงข้อนี้ได้ใจก็จะค่อยๆสงบโดยไม่ต้องพยายามมากนักนิมิตอาจผ่านไป
Lost In Antarctic Waters Turns Up After Decades At Sea
Buzz Day
ข่าวอาจเปลี่ยนผู้นำอาจผลัดเปลี่ยนแต่สิ่งเดียวที่อยู่กับเราทุกลมหายใจคือใจของเราเองหากเราดูแลใจนี้ให้ดีมีสติมีเมตตาและมีความอ่อนโยนต่อชีวิตชะตาใดๆก็ไม่อาจทำให้ใจเราหวั่นไหวเกินจำเป็นได้บทเรียนจากนิมิตและคำเตือนพาใจกลับสู่ความสงบเรื่องราวราวทั้งหมดที่เราได้ฟังไม่ว่าจะเป็นนิมิตคำเตือนหรือเหตุการณ์ใดๆล้วนไม่ได้มีเป้าหมายเพื่อทำให้เราหวาดกลัวหากแต่เป็นการชวนให้เราหยุดและกลับมามองใจของตนเองอย่างซื่อสัตย์ชีวิตมนุษย์ไม่แน่

นอนอำนาจชื่อเสียงและความมั่นคงภายนอกล้วนเปลี่ยนแปลงได้เสมอสิ่งเดียวที่เราดูแลได้จริงคือใจในปัจจุบันขณะหากเราฟังแล้วเกิดสติรู้จักลดความโลภลดความโกรธและลดความหลงแม้เพียงเล็กน้อยนั่นก็ถือว่าเราไม่ได้ฟังเสียเปล่าการรู้ชะตาไม่ใช่การรู้อนาคตแต่คือการรู้ว่าวันนี้เราควรใช้ชีวิตอย่างไม่ประมาทมีเมตตาต่อตนเองและผู้อื่นมากขึ้นเพียงใดในโลกที่วุ่นวายการได้มีพื้นที่เล็กๆสำหรับฟังธรรมฟังข้อคิดและพักใจคือบุญอย่างหนึ่งหากเนื้อหาเหล่านี้
ช่วยให้คุณใจสงบนอนหลับสบายหรือมองชีวิตเบ่าขึ้นขอเชิญร่วมเป็นกำลังใจให้ช่องนี้ด้วยการกดติดตามกดถูกใจหรือแบ่งปันให้ผู้ที่คุณห่วงใยเพื่อให้ธรรมะอ่อนโยนเหล่านี้ได้เดินทางไปถึงหัวใจของใครอีกหลายคน