เปิดคำทำนายยุครัชกาลที่ 10 ที่หลวงพ่อเยื้อนไม่กล้าบอกในหลวง ร.10 ในทุกยุคสมัยของแผ่นดินไทยก่อนการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญมักมีรางบางอย่างปรากฏขึ้นเสมอลงเหล่านี้ไม่ใช่สิ่งน่ากลัวไม่ใช่คำทำนายเพื่อให้ผู้คนตื่นตระหนกหากแต่เป็นสัญญาณอ่อนโยนเป็นเหมือนเสียงกระซิบแผ่วเบาที่ดังมาจากธรรมชาติจากกาลเวลาและจากจิตใจของผู้คนเองเมื่อกระแสแห่งการเปลี่ยนแปลงเริ่มก่อตัวจิตมนุษย์ซึ่งเชื่อมโยงกับโลกและแผ่นดินอย่างลึกซึ้งย่อมรับรู้ได้ก่อนเหตุการณ์จะปรากฏเป็นรูปธรรมล่างจึงไม่ใช่เรื่องไสยศาสตร์หาก แต่เป็นภาษาของธรรมชาติที่สื่อสารกับผู้ที่ยอมฟังด้วยใจสงบเพื่อเติมพลังใจและจิตวิญญาณของคุณหากคุณเห็นว่ามีประโยชน์โปรดกดติดตามและสนับสนุนช่องของเราการสนับสนุนของคุณคือแรงบันดาลใจให้เราสร้างสรรค์ผลงานต่อไปในยุครัชกาลที่10ก็เช่นเดียวกันลงแห่งแผ่นดินไม่ได้มาในรูปของฟ้าผ่าแผ่นดินไหวหรือภัยพิบัติอันรุนแรงให้ผู้คนหวาดกลัวหากแต่ค่อยๆซึมลึกอยู่ในชีวิตประจำวันอยู่ในความรู้สึกที่อธิบายไม่ถูกของผู้คนจำนวนมากหลายคนรู้สึกเหมือนหัวใจนิ่งลง แต่หนักขึ้นความคิดช้าลงแต่ลึกขึ้นผู้คนเริ่มตั้งคำถามกับชีวิตกับคุณค่ากับความหมายของการเกิดมาเป็นมนุษย์บนผืนแผ่นดินนี้นี่ไม่ใช่ความฟุ้งซ่านหากแต่เป็นอาการของจิตที่เริ่มตื่นรู้ต่อบางสิ่งที่กำลังเปลี่ยนไปผู้มีจิตละเอียดหลายท่านกล่าวตรงกันว่าช่วงเวลานี้เป็นช่วงที่พลังของแผ่นดินนิ่งและหนักแน่นในเวลาเดียวกันเปรียบเหมือนผิวน้ำในสระใหญ่ที่ดูสงบเรียบและใสแต่เบื้องล่างกลับมีการไหลเวียนของกระแสกระแสน้ำอย่างต่อเนื่อง กระแสนั้นไม่เร่งรีบไม่ปั่นป่วนแต่ทรงพลังและมุ่งหน้าไปข้างหน้าอย่างไม่อาจหยุดอย่างได้ผู้ที่ใจร้อนอาจไม่รู้สึกอะไรแต่ผู้ที่ใจนิ่งพอจะสัมผัสได้ถึงแรงสั่นสะเทือนอันละเอียดอ่อนนี้หลวงพ่อเยื้อเองเมื่อพิจารณาด้วยจิตภาวนาท่านรับรู้ถึงการเคลื่อนของกรรมส่วนรวมเป็นกรรมที่สั่งสมมานานไม่ใช่ของคนใดคนหนึ่งไม่ใช่ของผู้ปกครองครองหรือประชาชนฝ่ายเดียวแต่เป็นกรรมร่วมของทั้งแผ่นดินกรรมจากการกระทำความคิดและเจตนาที่สืบทอดต่อกันมา หลายยุคหลายสมัยเมื่อถึงเวลาหนึ่งกรรมย่อมแสดงผลไม่ใช่เพื่อทำลายแต่เพื่อชำระเพื่อให้เกิดการเรียนรู้และเพื่อเปิดทางให้สิ่งใหม่ที่เหมาะสมกว่าได้ถือกำเนิดท่านเคยกล่าวอย่างเมตตาว่ากรรมส่วนรวมก็เหมือนเมฆฝนหากสะสมมากพอย่อมต้องตกลงมาเป็นฝนฝนบางครั้งทำให้เปียกทำให้ลำบากแต่ฝนนั้นเองที่หล่อเลี้ยงผืนดินให้กลับมาอุดมสมบูรณ์หากผู้คนมัวแต่กลัวฝนก็จะไม่เห็นคุณค่าของน้ำหากผู้คนเรียนรู้ที่จะอยู่กับฝนใจจะอ่อนโยนและเข้มแข็งไปพร้อม กันนี่คือมุมมองของผู้ที่มองโลกด้วยธรรมไม่ใช่ด้วยความกลัวลางแห่งแผ่นดินในยุคนี้จึงปรากฏผ่านเหตุการณ์เล็กๆความรู้สึกเล็กๆและการเปลี่ยนแปลงภายในใจของผู้คนมากกว่าภายนอกหลายคนเริ่มเบื่อความรุนแรงเบื่อการเอาชนะเริ่มโหยหาความสงบความเรียบง่ายและความจริงใจแม้จะยังสับสนแม้จะยังไม่รู้คำตอบทั้งหมดแต่การตั้งคำถามนั้นเองคือจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนผ่านที่แท้จริงเพราะการเปลี่ยนแปลงภายนอกจะยั่งยืนได้ก็ต่อเมื่อเกิดจาก การเปลี่ยนแปลงภายในแผ่นดินไทยในอดีตเคยผ่านช่วงเวลาหนักหน่วงมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วนทุกครั้งที่ผ่านได้ไม่ใช่เพราะอำนาจอาวุธหรือความเก่งกาจของผู้ใดผู้หนึ่งแต่เป็นเพราะพลังเงียบของศรัทาความอดทนและการยึดโยงกันของผู้คนในแผ่นดินเดียวกันล่างในครั้งนี้ก็เช่นเดียวกันไม่ได้เรียกร้องให้ผู้คนหวาดกลัวแต่เรียกร้องให้ผู้คนกลับมาอยู่กับสติอยู่กับศีลธรรมและอยู่กับหัวใจของตนเองให้มากขึ้นหากเรามองลงแห่งแผ่นดินด้วยใจที่เปิด กว้างเราจะเห็นว่านี่คือโอกาสไม่ใช่วิกฤตโอกาสที่จะได้ทบทวนเส้นทางที่ผ่านมาโอกาสที่จะวางสิ่งที่ไม่จำเป็นและโอกาสที่จะปลูกเมล็ดพันธุ์ใหม่แห่งความดีงามลงในใจตนเองเมื่อใจของผู้คนจำนวนมากเริ่มเปลี่ยนแผ่นดินย่อมเปลี่ยนตามโดยไม่ต้องบังคับเหมือนสายน้ำที่ค่อยๆเปลี่ยนทิศทางตามความลาดเอี่ยงของพื้นดินสุดท้ายแล้วลางไม่เคยบอกอนาคตอย่างตายตัวแต่บอกปัจจุบันให้เราตื่นรู้ยุครัชกาลที่10จึงเป็นช่วงเวลาที่เช้อเชิญให้ผู้คนกลับ มาฟังเสียงเบาๆในใจฟังเสียงของธรรมชาติและฟังเสียงของกรรมที่กำลังคลี่คลายหากเราฟังด้วยความเข้าใจลงแห่งแผ่นดินจะไม่ใช่สิ่งน่าหวั่นเครงแต่จะกลายเป็นแสงนำทางให้แผ่นดินและผู้คนก้าวไปข้างหน้าด้วยความสงบมั่นคงและเปลี่ยมด้วยสติปัญญาลงแห่งแผ่นดินในยุคนี้จึงปรากฏผ่านใจคนเป็นอันดับแรกผู้คนรู้สึกเหนื่อยล้าโดยไม่รู้สาเหตุวิตกกังวลกับอนาคตทั้งที่ภายนอกดูเหมือนทุกอย่างยังดำเนินไปตามปกติความสับสนทางความคิดเกิดขึ้นง่ายใจร้อน ขึ้นโกรธง่ายขึ้นแต่ในขณะเดียวกันก็มีคนจำนวนไม่น้อยที่เริ่มหันกลับมามองภายในแสวงหาธรรมะแสวงหาความสงบอย่างจริงจังนี่คือสัญญาณของแผ่นดินที่กำลังคัดกรองจิตใจในทางธรรมลางไม่ได้หมายถึงโชคชะตาที่หลีกเลี่ยงไม่ได้แต่เป็นเหมือนกระจกที่สะท้อนให้เห็นว่าหากยังเดินด้วยจิตแบบเดิมผลย่อมเป็นเช่นเดิมหากเปลี่ยนจิตเปลี่ยนการกระทำผลก็ย่อมเปลี่ยนตามยุครัชกาลที่10ถูกมองว่าเป็นยุคแห่งบททดสอบทางใจเป็นยุคที่ความมั่นคงไม่ได้วัดจากอำนาจหรือวัตถุ แต่วัดจากสติปัญญาและความอดทนของผู้คนทั้งแผ่นดินหลวงพ่อเยื้อเคยกล่าวกับศิษย์ใกล้ชิดอย่างแผ่วเบาว่ารางที่เห็นนั้นไม่ได้ชี้ไปที่ความพินาศแต่ชี้ไปที่ความจริงความจริงว่าทุกสิ่งไม่เที่ยงแม้สิ่งที่ดูมั่นคมที่สุดก็ยังต้องเปลี่ยนไปตามกาลเวลาหากผู้คนเข้าใจความจริงข้อนี้จะไม่ตื่นกลัวต่อการเปลี่ยนแปลงแต่จะใช้มันเป็นโอกาสในการสร้างบุญสร้างความดีและชำระใจให้สะอาดยิ่งขึ้นแผ่นดินในยุคนี้จึงเหมือนครูผู้เงียบงันไม่ดุด่า ไม่บังคับแต่ปล่อยให้เหตุการณ์ต่างๆค่อยๆสอนบทเรียนแก่ผู้คนใครยึดติดกับความโลภความโกรธความหลงก็จะรู้สึกหนักและอึดอัดใครที่รู้จักปล่อยวางแบ่งปันและให้อภัยกลับจะพบความสงบอย่างประหลาดแม้จะอยู่ท่ามกลางความไม่แน่นอนก็ตามลางอีกประการหนึ่งที่ผู้มีธรรมสัมผัสได้คือพลังของการรวมใจเมื่อใดที่ผู้คนหันมาทำความดีพร้อมกันแม้เพียงเล็กน้อยแผ่นดินจะเบาลงอย่างเห็นได้ชัดนี่คือเหตุผลที่หลวงพ่อเยื้อเน้นย้ำเสมอว่าอย่ามัวแต่ถาม ว่าอนาคตจะเป็นอย่างไรแต่ให้ถามตัวเองว่าวันนี้เราได้ทำสิ่งใดให้แผ่นดินบ้างหรือยังยุครัชกาลที่10จึงไม่ใช่ยุคแห่งคำทำนายอันน่าหวาดกลัวแต่เป็นยุคแห่งการตื่นรู้แบบเงียบๆลางแห่งแผ่นดินไม่ได้มาเพื่อขู่หากแต่มาเพื่อเตือนเตือนให้ทุกคนกลับมามีสติเห็นค่าของความดีและเข้าใจว่าความมั่นคงที่แท้จริงเริ่มต้นจากใจที่สงบและเปี่ยมด้วยเมตตาเมื่อมองด้วยใจที่อ่อนโยนจะเห็นว่าลงเหล่านี้คือความห่วงใยของแผ่นดินเป็นเหมือนแม่ที่ทรงสัญญาณเตือนลูกก่อนฝนจะตก หากลูกฟังฟังและเตรียมตัวก็จะไม่เปียกฝนหากเพิกเฉยก็ย่อมต้องเผชิญผลตามเหตุปัจจัยนั้นเองและนี่คือศาลสำคัญของลางแห่งแผ่นดินในยุครัชกาลที่10ที่หลวงพ่อเยื้อรับรู้ด้วยความสงบและเลือกถ่ายทอดผ่านความเงียบมากกว่าคำพูดที่อาจทำให้ใจผู้คนหวั่นไหวนิมิตบางอย่างมิได้มีไว้เพื่อเอ่ยปากเล่าหากแต่มีไว้เพื่อเตือนใจผู้เห็นเองหลวงพ่อเยื้อเป็นพระผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบท่านรู้ดีว่าคำพูดเพียงไม่กี่คำอาจทำให้ใจผู้คนทั้งแผ่นดินสั่นไหว ได้ด้วยเหตุนี้นิมิตที่ท่านได้เห็นในห้วงภาวนาลึกจึงกลายเป็นสิ่งที่ท่านเลือกเก็บไว้ในใจมากกว่านำออกมากล่าวนิมิตนั้นไม่ได้ปรากฏอย่างฉับพลันหากค่อยๆมาเหมือนแสงจันทร์ยามค่ำคืนไม่จ้าไม่แรงแต่ชัดเจนสำหรับผู้ที่มีจิตนิ่งพอหลวงพ่อเยื้อเลิว่าสิ่งที่เห็นไม่ใช่ภาพของความพินาศไม่ใช่ภาพแห่งความสูญเสียหากแต่เป็นภาพของภาระอันหนักหนาภาระที่ไม่ได้อยู่บนบ่าของผู้ใดผู้หนึ่งเท่านั้นแต่แผ่ขยายไปทั่วแผ่นดินในนิมิตนั้นท่านสัมผัสได้ถึงพลังของหน้า ที่ความรับผิดชอบและกรรมเก่าที่เคลื่อนเข้ามาพร้อมกันเหมือนสายน้ำหลายสายที่ไหลมาบรรจบณจุดเดียวผู้ที่อยู่ในจุดนั้นจำต้องมีใจที่มั่นคงอย่างยิ่งหากใจไหวเพียงนิดเดียวกระแสน้ำก็อาจพัดพาให้หลงทิศได้นี่เองที่ทำให้หลวงพ่อเยื้อตระหนักว่านิมิตนี้ไม่ใช่เรื่องที่จะเล่าเพื่อความอยากรู้แต่เป็นเรื่องที่ต้องใช้ความเข้าใจและกาลเวลาท่านเคยกล่าวเบาๆว่าบางความจริงหากพูดเร็วเกินไปจะกลายเป็นโทษมากกว่าจะเป็นประโยชน์เพราะจิตของผู้ฟังยังไม่พร้อมรับ ในยุคที่ข้อมูลข่าวสารไหลเร็วใจคนแกว่งง่ายนิมิตที่เกี่ยวข้องกับสถาบันและแผ่นดินจำเป็นต้องได้รับการประคองด้วยเมตตาและปัญญาอย่างสูงสุดสิ่งที่หลวงพ่อเยื้อเห็นจึงถูกแปรเปลี่ยนเป็นคำสอนทางอ้อมแทนที่จะพูดถึงภาพในนิมิตโดยตรงท่านกลับเน้นย้ำเรื่องการทำความดีการรักษาศีลและการมีสติในชีวิตประจำวันเพราะท่านรู้ดีว่าหากใจของผู้คนมั่นคงนิมิตใดๆก็ไม่อาจกลายเป็นภัยได้แต่หากใจอ่อนแอแม้เรื่องเล็กน้อยก็อาจกลายเป็นเรื่องใหญ่ ในห้วงเวลานั้นหลวงพ่อเยื้อใช้ความเงียบเป็นเกราะป้องกันไม่ใช่เพื่อปิดบังแต่เพื่อถนอมรักษาความสงบของแผ่นดินความเงียบของท่านไม่ใช่ความเพิกเฉยหากเป็นความเมตตาในระดับลึกเมตตาที่เห็นไกลกว่าอารมณ์ชั่วคราวของผู้คนนิมิตที่ท่านเห็นยังสะท้อนให้เห็นความจริงอีกประการหนึ่งคือไม่มีใครสามารถแบกรับชะตาของแผ่นดินได้เพียงลำพังไม่ว่าผู้ใดจะมีบุญบารมีเพียงใดหากขาดแรงสนับสนุนจากจิตที่ดีของประชาชนภาระนั้นย่อมหนักเกินไปนี่คือเหตุผลที่หลวงพ่อเยื้อมัก กล่าวว่าแผ่นดินจะเบาหรือหนักอยู่ที่ใจคนเมื่อศิษย์บางคนพยายามถามถึงรายละเอียดของนิมิตท่านเพียงยิ้มและกล่าวว่าสิ่งที่ควรรู้ท่านได้บอกไปแล้วผ่านการสอนเรื่องสติและเมตตาส่วนสิ่งที่ไม่ควรรู้ในตอนนี้ก็ขอให้กาลเวลาเป็นผู้เปิดเผยเองคำพูดเรียบง่ายนี้กลับแฝงด้วยปัญญาอันลึกซึ้งเพราะมันสอนให้ผู้ฟังรู้จักไว้วางใจในธรรมและไม่เร่งรัดความจริงก่อนเวลาอันควรนิมิตที่ถูกเก็บไว้ในใจของหลวงพ่อเยื้อจึงมิได้หายไปไหนหากยังทำหน้าที่ของมัน อย่างเงียบงั่นคือคอยเตือนให้ท่านระมัดระวังคำพูดระมัดระวังการกระทำและยืนอยู่บนหลักธรรมอย่างมั่นคงท่านเลือกแบกรับความหนักนั้นไว้คนเดียวเพื่อให้ใจของผู้คนได้เบาลงเมื่อมองในมุมนี้จะเห็นว่าความไม่กล้าบอกมิได้เกิดจากความกลัวแต่เกิดจากความรักและความรับผิดชอบอย่างยิ่งยวดรักต่อแผ่นดินรักต่อผู้คนและเคารพต่อกฎแห่งกรรมที่ไม่อาจฝืนได้นิมิตนั้นจึงกลายเป็นบทเรียนเงียบๆสอนให้เราทุกคนรู้ว่าบางครั้งการไม่พูดคือการปกป้องที่อ่อนโยน ที่สุดและบางอย่างแท้จริงก็ต่อเมื่อใจของเราสงบพอที่จะรับฟังมันในมุมมองของพระพุทธศาสนาการเกิดมาเป็นพระมหากษัตริย์มิใช่เรื่องบังเอิญหากเป็นผลจากบุญบารมีที่สั่งสมมาอย่างยาวนานแต่ในขณะเดียวกันบุญบารมีอันสูงส่งนั้นก็มาพร้อมกับภารกรรมของแผ่นดินที่หนักหนาอย่างยิ่งหยวกเป็นกรรมที่ไม่ได้เกิดจากชาติปัจจุบันเพียงชาติเดียวหากเป็นกรรมร่วมที่ผูกโยงกันมาหลายภพหลายชาติระหว่างผู้นำและประชาชนหลวงพ่อเยื้อมองเรื่องนี้ด้วยสายตาของผู้ ปฏิบัติธรรมท่านเห็นว่าบุญบารมีของพระมหากษัตริย์ในยุครัชกาลที่10มีความละเอียดลึกและหนักแน่นเป็นบุญที่ไม่ได้แสดงออกด้วยความยิ่งใหญ่โอาเพียงภายนอกแต่เป็นบุญที่ต้องทำงานอยู่ท่ามการแรงกดดันความคาดหวังและกระแสกรรมที่ซับซ้อนของโลกยุคใหม่แผ่นดินในยุคนี้ไม่ได้เผชิญเพียงปัญหาที่มองเห็นได้ด้วยตาแต่ยังเผชิญปัญหาที่ซ่อนอยู่ในใจคนความแตกแยกทางความคิดความเร่งรีบของสังคมและความหลงในวัตถุล้วนเป็นกรรมร่วมที่ถาโถมเข้ามาพร้อมกันผู้ที่ อยู่ในตำแหน่งสูงสุดของแผ่นดินจึงเปรียบเสมือนศูนย์รวมของกระแสเหล่านั้นทั้งรับแรงศรัทธาและรับแรงกดดันในเวลาเดียวกันหลวงพ่อเยื้อเคยอธิบายว่าบุญบารมีเปรียบเหมือนแสงสว่างส่วนกรรมเปรียบเหมือนเงายิ่งแสงสว่างแรงเงาก็ยิ่งชัดนี่ไม่ใช่เรื่องน่ากลัวแต่เป็นธรรมดาของโลกผู้มีบุญมากย่อมต้องเผชิญบททดสอบมากเพื่อขัดเกลาบุญนั้นให้บริสุทธิ์ยิ่งขึ้นหากผ่านไปได้ด้วยสติและเมตตาบุญก็จะยิ่งมั่นคงและส่งผลไพศาลภารกรรมของแผ่นดินมิได้ตกอยู่ที่พระ มหากษัตริย์ฝ่ายเดียวประชาชนทุกคนล้วนมีส่วนร่วมไม่ว่าจะรู้ตัวหรือไม่ก็ตามทุกความคิดทุกคำพูดและทุกการกระทำล้วนส่งผลสะเทือนต่อพลังของแผ่นดินเมื่อใจคนหนักแผ่นดินก็หนักเมื่อใจคนเบาแผ่นดินก็เบาตามหลวงพ่อเยื้อจึงย้ำเสมอว่าการช่วยชาติที่แท้จริงเริ่มต้นจากการช่วยใจของตนเองให้พ้นจากอกุศลในยุครัชกาลที่10นี้บุญบารมีของพระมหากษัตริย์ถูกมองว่าเป็นเสาหลักที่คอยประคองแผ่นดินท่ามกลางกระแสโลกที่ผันผวนแต่เสาหลักเพียงต้นเดียวย่อมรับน้ำหนัก ได้จำกัดหากขาดแรงค้ำจากจิตที่ดีของประชาชนแรงนั้นย่อมหนักเกินไปนี่นี่คือเหตุผลที่หลวงพ่อเยื้อเลือกสอนประชาชนมากกว่าพูดถึงเบื้องสูงเพราะท่านรู้ดีว่าหากฐานรากมั่นคงส่วนบนย่อมมั่นคงตามความสัมพันธ์ระหว่างบุญบารมีของพระมหากษัตริย์กับกรรมของแผ่นดินจึงเป็นความสัมพันธ์แบบเกื้อกูลไม่ใช่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งแบกรับทั้งหมดเมื่อประชาชนรู้จักเสียสละให้อภัยและทำความดีโดยไม่หวังผลแรงกรรมส่วนรวมจะค่อยๆเบาบางลงส่งผลให้ ภาระของผู้นำแผ่นดินเบาลงเช่นกันหลวงพ่อเยื้อมองเห็นภาพนี้ด้วยความสงบท่านไม่โทษใครไม่กล่าวโทษยุคสมัยแต่กลับใช้โอกาสนี้เตือนสติผู้คนว่าเราทุกคนคือส่วนหนึ่งของแผ่นดินบุญหรือกรรมที่เกิดขึ้นไม่ได้ไกลตัวอย่างที่คิดหากเราปรับใจให้ถูกต้องแผ่นดินทั้งผืนก็จะค่อยๆปรับตามอย่างน่าอัศจรรท้ายที่สุดบุญบารมีของพระมหากษัตริย์ในยุครัชกาลที่10จึงมิใช่เพียงเรื่องของบุคคลแต่เป็นกระจกสะท้อนใจของคนทั้งชาติหากเรามองด้วยความเข้าใจจะ …
เปิดคำทำนายยุครัชกาลที่ 10 ที่หลวงพ่อเยื้อนไม่กล้าบอกในหลวง ร.10 Read More