กรมหมื่นสุทธนารีนาถ พระประวัติ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี

กรมหมื่นสุทธนารีนาถ พระประวัติ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี เนื่องในวันที่13กรกฎาคมของทุกปีเป็นวันคล้ายวันประสูติวันนี้ทางช่องคณะแลบจึงขออนุญาตนำเสนอในตอนพระประวัติพระเจ้าวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าโสมสวลีกรมหมื่นสุธนารีนาถซึ่งพระเจ้าวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าโสมสวรีกรมหมื่นสุธานารีนาถมีพระนามเดิมว่าหม่อมหลวงโสมสวลีกิตติยากรประสูตเมื่อวันเสาร์ที่13กรกฎาคมปีพุธศักราช2500ณโรงพยาบาลกายเขตเซาเท้าวกรุงลอนดอนประเทศอังกฤษเป็นธิดาคนโตของหม่อมราชวงศ์อดุลกิจกิตยากรซึ่งเป็นพระเชษฐาในยสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระ บรมราชินีนาถพระบรมราชชนนีพันปีหลวงกับท่านผู้หญิงพันสวรีกิตติยากรซึ่งเหตุที่หม่อมหลวงโสมสวรีเกิดที่ลอนดอนสืบเนื่องมาจากบิดาของท่านคือหม่อมราชวงศ์อดุลกิจได้ไปศึกษากฎหมายอยู่ที่ประเทศอังกฤษหลังจากรับพระราชทานน้ำสังขแล้วจนเมื่อหม่อมหลวงสมสวลีมีอายุได้2ปีจึงได้กลับมาสู่ประเทศไทยซึ่งพระนามโสมสวรีนั้นแปลว่าผู้สืบเชื้อสายมาจากพระจันทร์ซึ่งหมายถึงพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมพระจันทบุรีนฤนาถผู้เป็นต้นราชสกุลกิตติยากรเป็นพระนามที่ได้ รับพระราชทานจากพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชรัชกาลที่9ครอบครัวครัวและสหายในโรงเรียนราชินีมักเรียกสั้นๆว่าคุณโสมส่วนพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาที่10ทรงเรียกว่าโสมเฉยๆมีน้องสาวเพียงคนเดียวคือหม่อมหลวงสราลีกิตยากรหรือคุณน้ำผึ้งซึ่งเป็นนักแสดงและพิธีกรในปัจจุบันหม่อมหลวงโสมสวลีและน้องสาวเติบโตมาจากวังเทเวทได้รับการอบรมเลี้ยงดูอย่างสามัญชนโดยมีพระบิดาไปรับส่งที่โรงเรียนเป็นประจำในวัยเยาวของพระองค์ท่านทรงปฏิบัติหน้าที่การ งานการบ้านต่างๆด้วยพระองค์เองเช่นการจัดที่นอนให้เป็นระเบียบกวาดบ้านถูพื้นรวมไปถึงการปลูกผักและการตัดหญ้าทั้งนี้ยังโปรดการประกอบอาหารและโปรดวิชาภาษามากกว่าวิชาใดๆและพระองค์ไม่ถูกกับวิชาคำนวณเมื่อพระองค์สำเร็จการศึกษาระดับมศ2พระองค์ขอร้องกับบิดามารดาเพื่อขอมาศึกษาวิชาที่พระองค์ทรงชื่นชอบและต่อมาในวันที่17ธันวาคมปีพุทศักราช2519ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้ประกอบพิธีมั่นระหว่างพระ บาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่10ขณะที่ยังทรงดำรงพระอิสรยศเป็นสมเด็จพระบรมสาธิตสยามกุฎราชกุมารกับหม่อมหลวงโสมสวรีกิติยากรณพระตำหนักจิลดารโหฐานพระราชวังดุสิตและในวันที่3มกราคมปีพุทธศัก2520จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้จากพระราชพิธีอภิเษกสมรสณพระตำหนักของสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนีที่วังสระปทุมและจึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้สถาปนาหม่อมหลวงโสมสวลีกิตยากรขึ้นเป็นพระเจ้าวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าโสมสวลีพระวรชายาในสมเด็จพระบรมสาธิต สยามกุฎราชกุมารและในกาลนี้ได้เสด็จออกท้องพระรมพระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัยและสีหบัญชรพระที่นั่งสุทัยสวรรค์ปราสาทเพื่อรับการถวายพระพรชัยมงคลด้วยจนในเวลาต่อมาพระเจ้าวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าโสมสวลีพระวรชายาได้ทรงตั้งพระครรภ์พระราชกุมารพระองค์แรกแต่ด้วยทรงมีปัญหาความเครียดส่วนพระองค์จึงแท้งพระโอรสขณะมีอายุคันได้4เดือนต่อมาจึงตั้งพระคำเป็นครั้งที่2แล้วก็มีปัญหาด้านความเครียดส่วนพระองค์อีกเช่นกันจนเกือบคลอดก่อนกำหนดขณะที่มีอายุรภได้6เดือนพระองค์ต้อง บรรทมพักผ่อนและให้แพทย์ฉีดยาและมีพระประสูติกาลพระธิดาในเวลาต่อมาคือสมเด็จพระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้าพัชรกิตติยาภานเรนทิราเทพยวรางกูรสคมปีพ.ศ2534พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชรัชกาลที่9จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ประกาศเฉลิมพระนามพระเจ้าวรวงศ์เธอพระองค์นั้นขึ้นเป็นพระเจ้าวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าโสมสวลีพระวรราชาธินัดดามาตุแรกแห่งพระมหากษัตริย์ผู้ประเสริฐแลพระองค์ยังเป็นพระมารดาที่ทรงห่วงใยในสมเด็จพระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้า พัชรกิตติยาภานเรนธิราเทพยวรางกูรจักช่วยเหลือผู้อื่นนอกจากช่วยเหลือตัวเองแล้วก็ต้องช่วยเหลือผู้อื่นด้วยมีเมตตาและจะทรงดุเมื่อพระราชธิดาทรงกระทำผิดพระองค์ทรงเคยให้สัมภาษณ์ไว้ในรายการวูดี้เกิดมาคุยว่าเราถือคติเลี้ยงวัวให้ผูกรักลูกต้องตีด้วยพระองค์ตีพระเจ้าหลานเธอพระองค์เจ้าพัชรกิตติยาภาเมื่อคราวที่ยังทรงศึกษาอยู่ที่โรงเรียนราชินีนั้นดยก้ามยมเพราะทรงเอาวงเวียนไปทิ่มขาเพื่อนพระองค์เจ้าโสมสวลีพระมารดาจึงตีพระ ราชธิดาเพื่อให้พระองค์พารู้ว่าเพื่อนก็รู้สึกเจ็บเช่นกันและนอกจากนี้พระองค์ยังเป็นพระธิดาที่มีความกตัญญูต่อบุพการีแม้บางปีจะมีพระกรณียกิจมากแต่เมื่อถึงวันแม่แห่งชาติก็จะทรงร้อยพวงมาลัยด้วยพระองค์เองทรงขับรถยนต์พระที่นั่งไปหาท่านผู้หญิงพันสาวลีที่พระตำหนักปากช่องหรือที่พัทยาเป็นประจำทุกปีซึ่งพระเจ้าวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าโสมสวลีกรมหมืสุธนารีนาถมีพระฐานะเป็นพระยาติใกล้ชิดในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิตพระบรมราชินีนาถพระบรมราชชนนีพันปีหลวง เนื่องด้วยว่าพระเจ้าวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าโมสาวลีกรมหมึสุธนารีนาถเป็นธิดาพระองค์ใหญ่ของพระเชษฐาคือหม่อมราชวงศ์อดุลกิจกิตยากรจึงมีพระฐานะเป็นพระภาติยะหรือหลานซึ่งเป็นลูกของพี่ชายและยังเป็นอดีตพระสุนิสาซึ่งหมายถึงอดีตพระสะใภ้ในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถพระบรมราชชนนีพันปีหลวงและภายหลังเหตุการณ์การเปลี่ยนแปลงในปีพุทศักราช2534พระองค์ยังมีพระฐานะเป็นเจ้านายและเมื่องานพระราชพิธีบรมราชาภิเษกในปีพุทศักราช2562เมื่อพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้า อยู่หัวรัชกาลที่10เสด็จขึ้นเถลิงถวัลราชสมบัติพระองค์จึงได้รับการสถาสนาขึ้นเป็นพระองค์เจ้าต่างกรมฝ่ายในตามที่มีจารึกในพระสุพรรณบัตรว่าพระเจ้าวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าโสมสวลีกรมหมื่นสุธนารีนาถและสุดท้ายนี้เนื่องด้วยพระเจ้าวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าโสมสวลีกรมหมืสุธานารีนาถทรงเป็นพระมารดาผู้ทรงอภิบาลพระราชธิดาพระองค์ใหญ่ในพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่10คือสมเด็จพระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้าพัชรกิตติยาภานเรนธิราเทพยวรางกูร ประกอบพระกรณียกิจเพื่อสนองพระเดชพระคุณสืบเนื่องต่อมาจนถึงปัจจุบันสมดังเป็นที่ไว้วางพระราชหฤทัยแห่งองค์พระมหากษัตริย์ไทยนั่นเองถ้าชอบเรื่องราวต่างๆทางประวัติศาสตร์อย่าลืมกดไลคแชร์Subscribeเป็นกำลังใจให้ช่องคณะแลบกดกระดิ่งเตือนไว้จะได้ไม่พลาดในคลิปต่อไปขอบคุณครับ

กรมหมื่นสุทธนารีนาถ พระประวัติ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี Read More

การสื่อสารสัมพันธไมตรี ผ่านฉลองพระองค์พระราชินี ที่ภูฎาน คราวเสด็จเยือนอย่างเป็นทางการ

การสื่อสารสัมพันธไมตรี ผ่านฉลองพระองค์พระราชินี ที่ภูฎาน คราวเสด็จเยือนอย่างเป็นทางการ วันนี้จะมาว่าด้วยเรื่องของฉลองพระองค์ของสมเด็จพระราชินีคราวเสด็จเยือนภูตันอย่างเป็นทางการค่ะเราจะเริ่มต้นกันจากบนเครื่องบินกันก่อนเลยนะคะขาไปจะเห็นได้ว่าพระราชินีเป็นโคไพลอแล้วท่านเนี่ยทำผมแต่งหน้าเครื่องประดับแล้วก็ใส่ชุดซึ่งเราจะเห็นว่าจากในภาพเนี่ยนะคะจะเห็นว่าเป็นเสื้อแขนสั้นน่าจะเป็นกระโปรงตอนแรกก็ยังนึกว่าเอ๊ะท่านแต่งมาตั้งแต่ก่อนขึ้นเครื่องอย่างนี้เลยหรือเดี๋ตอนลงจะทำอย่างไรอาจจะต้องมีการเปลี่ยนชุดหรือ เปล่าแต่ไม่ใช่พอทำพอถึงเครื่องบินเนี่ยพอลงที่สนามบินภูโลภูตาซึ่งเราก็รู้ได้ว่ายากมากนะคะแล้วพอลงปุ๊บเนี่ยสมเด็จพระราชินีจากประเทศไทยสร้างความตื่นตะลึงตื่นตาตื่นใจให้กับชาวภูตานที่ดูถ่ายทอดสดมากเพราะชุดที่ลงนั้นไม่ใช่ชุดที่อยู่บนเครื่องบินแต่คล้ายกับชุดที่อยู่บนเครื่องบินเพราะชุดที่อยู่บนเครื่องบินนั้นเป็นชุดข้างในแล้วท่านก็คลุมข้างนอกเหมือนกับโอเวอร์คatก็ไม่ปานหรือเหมือนกับเป็นเสื้อคลุมอีกทีนึงเหมือนกับ ราชประแตนอีกทีนึงชุดนี้นะคะเป็นผ้าไหมจากศาลลายยกทองซึ่งเป็นเสื้อไทยทรงราชประแตนสีช็อกโกแลตแล้วก็เป็นผ้าไหมที่เรียกว่าไล่สีบนลงล่างในมูลนิยส่งเสริมศิลปาชีพบอกว่าชุดนี้นะคะเป็นผ้าผ้าซึ่งทำจากไหมแพรวาฉลองพระองค์เป็นผ้าทำจากไหมแพรวาจากสมาชิกศิลปาชีพผ้าไหมแพรวาบ้านโพนจังหวัดกาฬสินธุ์มีเอกลักษณ์การทอแบบจกและขีดผสานเส้นไหมหลักสีอย่างประณีตงดงามจนเกิดลายวิจิตรที่เห็นเนื้อผ้านั้นเรียบเนียนกันเป็นเนื้อเดียวกันเลยและนี่ คือแพรวาราชินีแห่งผ้าไหมซึ่งเป็นสมบัติล้ำค่าของแผ่นดินมากและได้รับการส่งเสริมจากศูนย์ศิลปาชีพสมเด็จเส็จพระนางเจ้าใช้สีสีน้ำตาลช็อกโกแลตข้างบนนะคะแล้วก็ไล่สีลงมาไล่สีลงมาไล่สีลงมาข้างล่างจนกระทั่งถึงฉลองพระบาทที่อ่อนไปเลยนี่จะเป็นลักษณะเหมือนกับว่าใส่ชุดข้างในเอาไว้ตัวนึงแล้วก็มาคลุมด้วยโอเวอร์คatคอคอปิดแขนยาวอีกตัวนึงแล้วก็เอาผ้าที่ตัดฉลองพระองค์นี่แหละค่ะมาถือเป็นกระเป๋าคลัชนี่คือชุดแรกที่สร้างความตื่นตะลึง ชุดที่2ค่ะชุดที่2นั้นเป็นผ้าไหมลำพูนสีเทาเงินเสื้อประยุกต์คอตั้งสีฟ้าพาสเทลการจับคู่ของผ้าทอลำพูนลายราชวัตรที่ขึ้นชื่อเรื่องโครงสร้างลายเส้นเรียบหรูกับเสื้อไทยแขนยาวคอตั้งซึ่งตัดเย็บด้วยเทคนิคเฟรนชแล้วตะเข็บเนี่ยเรียบเนียนไร้ที่ติดแสดงให้เห็นถึงความละเมียดละไมทุกมิลลิเมตรลุคนี้สะท้อนความสุภาพสงบแล้วก็เป็นมิ่งมีมิ่งมิตรไมตรีซึ่งจะเห็นได้ว่าพระองค์ทรงเลือกใช้สีเพื่อส่งสารฟ้าอ่อนคือไมตรีและเป็นการเปิดใจเป็นการทูตวัฒนธรรมด้วยภัตราภรณ์ แล้วชุดนี้จะเห็นได้ว่าเสื้อสีฟ้าเนี่ยนะคะที่เป็นผ้าไหมลำพูนเนี่ยจะมีการปักเย็บลวดลายกระจุ๋มกระจิ๋มละเมียดละไมตั้งแต่คอเสื้อลงไปจนกระทั่งถึงชายเสื้อแล้วก็ถึงที่ขอบแขนส่วนทางด้านของส่วนทางด้านของผ้าทอลำพูนลายราชวัฏนี้ก็เป็นผ้าทอลำพูนซึ่งล้ำค่าเหลือเกินทั้งนิ่มทั้งมีพลังแล้วก็งดงามและจะเห็นได้ว่าพระองค์นั้นใช้กระเป๋าหญ้าลิเภาซึ่งว่ากันว่าเป็นกระเป๋าหญ้าลิเพาที่เป็นของพระพันปีซึ่งพระองค์ได้สะสมเอาไว้ชุดนี้เรียกว่า compleพeteลุมากสวยสง่าแล้วก็ใช้สีที่มีความสุภาพเรียบร้อยอ่อนโยนชุดถัดมาค่ะชุดถัดมานี่เป็นชุดที่เรียกว่ามโหรทึกจริงๆเนื่องจากว่าชุดนี้เนี่ยนะคะเป็นชุดที่ใช้ผ้าไหมสีน้ำตาลเข้มนะคะเป็นชุดไทยอมรินทร์ข้างบนสีน้ำตาลเข้มนะคะแล้วก็ข้างล่างเนี่ยเป็นผ้ายกทองแล้วก็ถือกระเป๋าย่านลิเภาอีกทรงนึงนะคะของพระพันปีแต่ว่าลุกนี้สมเด็จพระนางเจ้าท่านสร้อยท่านทรงสังวาลย์แล้วก็มีโหงเป็นเพชรอยู่ที่บ่าของพระองค์แล้วก็ใส่พระกุณฑลเล็ก น้อยมากค่ะเหมือนกันพระองค์จะปักเสื้อปักลายเล็กๆน้อยๆอยู่บนฉลองพระองค์จะเห็นได้ว่าตั้งแต่ชุดแรกชุดที่1ชุดที่2ชุดที่3นั้นท่านจะทรงปักลายอยู่เล็กๆน้อยๆตามตัวเสื้อแล้วก็ตามขอบแขนนะคะแต่งานนี้ผ้าสิ้นสีทองอหร่ามนี่จับใจใครเห็นก็ได้แต่ร้องว่าโอ้โหสวยเหลือเกินถัดมาชุดที่4ชุดที่4นั้นเนี่ยนะคะพระองค์จะพระองค์จะค่อยๆทอนจากชุดไทยออกหน่อยนึงละแล้วจะใส่ชุดผ้าของไทยนี่แหละแต่ตัดแต่ตัดแต่งให้คล้ายกับภูตานิดๆหน่อยๆเพื่อเป็นการ ศาลสัมพันธไมตรีเอาพระรเนี่ยเอาชุดเสื้อผ้าเอาฉลองพระองค์เนี่ยเป็นเหมือนกับทูตศาลสัมพันธไมตรีชุดนี้นะคะทำมาจากศิลปะชาวลหู่เป็นผ้าของชาวลหู่ค่ะซึ่งอยู่ในโครงการศิลศิลปชีพเหมือนกันผ้านี้เนี่ยนะคะเป็นผ้าปักจากชาวไทยภูเขาเผ่ามูเซอร์ละหูซึ่งเป็นลายปักที่ละเอียดงดงามลายผ้าเกิดจากการบรรจงสร้างสรรค์ด้วยฝีมือประณีตของหญิงสาวชนเผ่าซึ่งมีความอ่อนช้อยของวัฒนธรรมมีความอ่อนช้อยด้วยการใช้เส้นด้ายสีธรรมชาติปักทับซ้อนกัน เป็นลวดลายเรขาคณิตที่เปลี่ยนความหมายผืนผ้าปักเนี้ยได้รับการส่งเสริมมายาวชาวนานจนกระทั่งชาวบ้านเนี่ยมีรายได้เป็นประจำแล้วศิลปะการปักผ้าของชาวมูเซอร์เป็นที่รู้จักกันฟ้างขวางมากทั้งในและต่างประเทศสมเด็จพระนางเจ้านำเอาผ้าปักของชาวมูเซอร์ลหูเนี่ยนะคะเอามาวางเป็นทางขวางข้างบนขวางเล็กเล็กแคบข้างล่างขวางใหญ่ขว้างซึ่งขวางบนและขวางล่างเนี่ยจริงๆแล้วดีไซน์ชุดขวางบนและขวางล่างนี่ยากมากที่จะทำออกมาได้สวยแต่ชุดนี้สวยและสงาม มากและพระองค์ก็ใช้ผ้าจากเสื้อตัวบนนั้นเนี่ยตัดเป็นกระเป๋าถือนะคะซึ่งเป็นกระเป๋าถือที่โก้และเก๋เหลือเกินนี่ก็เป็นศิลปะชาวลาหู่เป็นผ้าชาวลหูที่ตัดเป็นแนวขวางเพราะว่าชุดของชาวภูตาลส่วนใหญ่ถ้าเรามองดูแล้วจะเห็นว่าเป็นแนวขวางเสียเป็นส่วนใหญ่ท่านเริ่มะที่จะปรับเปลี่ยนจากไทยกึ่งนึงแล้วก็ปู่ตาดอีกกึ่งนึงชุดถัดมาสวยเหลือเกินในงานราตรีค่ะเป็นชุดที่ใช้ผ้าซีฟองแล้วก็ปล่อยชายยาวซ้ายขวาซึ่งเราจะเคยเห็นลักษณะแบบเดียว กันนี้มาแล้วในงานราตรีคราวนี้ซึ่งคราวนั้นเป็นสีม่วงคราวนี้เป็นสีพาสเทลหมดทั้งฉลองพระองค์เลยล่ะค่ะเป็นผ้าจกราชบุรีนะคะซึ่งทั้งฉลองพระองค์เนี่ยตัวในเนี่ยเป็นตัวยาวเป็นผ้าจกราชบุรีซึ่งผ้าไหมจกราชบุรีเนี่ยงามระยิบระยับบนเส้นทางไมตรีนี้ในกาลนี้เนี่ยนะคะซึ่งสมเด็จพระนางเจ้าฉลองพระองค์ด้วยผ้าไทยไหมจกลายราชบุรีฝีมือการทออันประณตของสมาชิกศูนย์ศิลปาชีพจังหวัดแม่ฮ่องสรค่ะซึ่งอยู่ที่บ้านห้วยเดื่อตำบลผาป่องอำเภอเมือง จังหวัดแม่ฮ่องสรตามพระราชสาวณีของพระพันปีแล้วก็ผ้าปืนเนี่ยนำมาดีไซน์เป็นกระโปรงยาวแล้วก็ผ้าชีฟองเนี่ยใส่ทับไปอีกองค์อีกตัวนึงแล้วก็ปล่อยชายซ้ายขวาเวลาเดินชายซ้ายขวาก็จะเปรียบเสมือนกับสบซึ่งผ้าไหมจกลายราชบุรีงามระยิบระยับที่ภูตานนี้นะคะท่านก็เอาผ้าเนี่ยผ้าเนี่ยที่ตัดชุดเนี่ยมาทำเป็นกระเป๋าคลัชซึ่งถือออกมางดงามตะการตามากแล้วก็น้อยแต่มากเหมือนเดิมค่ะใส่ต้มหูเพชรเนี่ยน้อยแต่มากๆคือจะเห็นว่าพระราชินีเนี่ยจะไม่ ประโคมเพชรนินจินดาลงไปมากมายนะคะแต่ท่านจะเน้นด้วยการใช้ผ้าผ้าของไทยแล้วนำมาตัดเย็บให้เข้ากับลักษณะของสถานที่ที่จะไปดังนั้นเนี่ยผ้าของผ้าไหมจกราชบุรีคราวนี้ก็จึงทำเป็นลายขวางขวางทั้งองค์เลยก็เหมือนกับที่ภูตาลใส่ผ้านุ่งเป็นลายขวางนั่นเองค่ะชุดที่6เป็นผ้าซิ้นลายเครือเถาเสื้อแขนยาวทรงเรียบพระองค์เลือกใช้ผ้าซิ้นลายเครือเตาอันวิจิตรจากภาคเหนือถอดแบบลายมาจากพันธุ์ไม้ที่เติบโตในดินแดนสูงผ้าทอนี้ใช้เทคนิคขีด3ตะกอต้อง ใช้แรงช่างทอที่มีความชำนาญ3คนจึงจะควบคุมลายได้ตรงนี่คือความลึกซึ้งของวัฒนธรรมชาติภันธุ์เป็นแฟชั่นที่มีประวัติศาสตร์มีชุมชนและมีจิตวิญญาณแล้วก็ท่านก็เลือกสีได้กลมกลืนกันกับพื้นที่ก็คือจะเห็นได้ว่าท่านจะใช้สีที่เป็นเอทoneสีพาสเทลมูลธิศ์ศิลปชีพนะคะบอกว่านี่คือศิลปะของแผ่นดินใต้ฉลองพระองค์การนี้สมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีทรงฉลองพระองค์และกระเป๋าทรงถือจากภาจกฝีมือสมาชิกศิลปาชีพตำบลช้างใหญ่อำเภอบางไทรจังหวัด พระนครศรีอยุธยาผ้าจกเนี้ยเป็นงานหัถศิลป์ล้ำค่ารังสรรด้วยเทคนิคการทอแบบดั้งเดิมผสานลวดลายอันปราณีตสืบทอดภูมิปัญญาท้องถิ่นมาแต่โบราณเส้นไหมแต่ละเส้นถูกสอดทออย่างประณีตละเอียดอ่อนจนเกิดเป็นลวดลายที่สะท้อนเอกลักษณ์แห่งความงามของไทยอย่างสง่างามแล้วแฝงไปด้วยความหมายแห่งความเป็นสิริมงคลตามแบบแผนวัฒนธรรมไทยที่ยึดถือความปราณีตฉลองพระองค์และฉลองพระหัตถ์ด้วยภาพฝีมือราษฎรไทยครั้งนี้จึงนับเป็นพระมหากรุณาธิคุณอย่างยิ่งต่อสมาชิกโครงการศิลปาชีพบางไทรพระองค์นำ ผ้าจกจากฝีมือศิลปชีพตำบลช้างใหญ่อำเภอบางไชัยอยุธยาเอาผ้าจกเนี่ยเอามาตัดเป็นชุดลายขวขวางเหมือนเดิมค่ะแล้วชุดนี้เนี่ยจะคลุมด้วยเสื้อผ้าไหมผ้าไหมเนี่ยจะมีปกตัดสีขาวแล้วก็จะมีพับข้อมือจะลักษณะคล้ายภูตาลแล้วเห็นมั้ยคะแต่ว่าจะลักษณะที่ตรงข้อมือจะไม่ใหญ่เท่าภูตาลแล้วการซ้อนปกนั้นการซ้อนคอเสื้อจะไม่ได้ซ้อนแบบภูตาลแต่จะเป็นตรงลงมาแล้วมีปกเสื้อตัดสีขาวนิดนึงตัดขอบแขนสีขาวนิดนึงแต่ว่าผ้านุ่งเนี่ยจะตัดแบบภูตาลเลยโดยใช้ผ้าของ ไทยซึ่งตัดแบบภูตาลแปลว่าปกติแล้วเนี่ยเราจะนุ่งสิ้นเนี่ยนะคะเราจะนุ่งสิ้นมาข้างหน้าแต่ภูตาเนี่ยสิ้นเนี่ยจะอยู่ข้างหลังหมายถึงรอยทรอยทบเนี่ยการทบกันเนี่ยปกติเรานุ่งสิ้นเราทบข้างหน้าแต่ชาวภูตานจะทบข้างหลังและพระองค์ทบข้างหลังนี่คือพระของไทยที่ตัดออกมาได้แบบภูตาลเลยค่ะแล้วภาพนี้ก็เป็นที่ฮือฮามากเมื่อท่านส่งชุดนี้ยิงธนูอยู่บนฉลองพระบาทส้นสูงซึ่งเท่มากเลยนะคะเป็นชุดที่ทุกคนหลงรักมากชุดที่7ค่ะท่านก็แต่งกายคล้ายชาวภูตาน อีกเช่นกันไม่ว่าจะเป็นคอเสื้อนะคะไม่ว่าจะเป็นแขนที่ใหญ่ขึ้นนะคะแล้วก็ชายเสื้อที่สั้นขึ้นแล้วก็ตัวเสื้อข้างในก็ยังเป็นลายขวางเหมือนเดิมนะคะเป็นผ้าจกไหมญวนราชบุรีค่ะเป็นผ้าจกไทยวนราชบุรีค่ะชุดสีชมพูนี้ท่านก็ตัดกระเป๋าจากลายเสื้อเหมือนกันท่านก็ตัดกระเป๋าจากผ้าของเสื้อเหมือนกันแล้วก็ใส่เครื่องประดับเล็กน้อยชุดสีชมพูนี่ชมพูงามละมุนงามตามากผ้าจกไทยวนราชบุรีซึ่งตัดแล้วละไม้คล้ายคลึงกับชุดของชาวภูตานะคะชุดถัดมาค่ะเป็นชุด ผ้าไหมไทยค่ะผ้าไหมไทยทั้งองค์คราวนี้ท่านไม่ใส่ชุดไทยจ๋าละท่านไม่ใส่ชุดไทยแบบคีร่าละท่านคือท่านแต่งชุดไทยสากลละเป็นชุดไทยสากลฉลองพระองค์ไทยสากลเนี่ยเป็นเสื้อกับกระโปรงนะคะซึ่งเป็นผ้าไหมไทยแล้วก็เข้าชุดกันแต่ว่าลวดลายที่อยู่บนเสื้อฉลองพระองค์นั้นเนี่ยเป็นลวดลายคล้ายกับลวดลายของชาวภูตานเป็นผ้าคล้ายกับภูตาลนะคะแล้วประดับประดาคล้ายกับภูตานเหมือนกันก็คือยังไม่ทิ้งความเป็นภูตาลแต่ว่าเป็นการฉลองพระองค์ชุดทันสมัย แล้วเหมือนเดิมค่ะชุดถัดมาค่ะเป็นชุดที่เสด็จกลับเป็นผ้าไหมไทยซึ่งเป็นการทอลายประแจจีนนะคะแล้วก็เพิ่มเข็มกลัดดอกไม้แล้วก็ต้มหูนิดหน่อยคือชุดผ้าไหมสีน้ำเงินครามชุดนี้กับฉลองพระบาทนั้นเป็นสีเดียวกันแล้วท่านก็เสด็จกลับด้วยชุดผ้าไหมไทยสีน้ำเงินซึ่งเรียกว่าเป็นบลูจริงๆนะฮะเป็นบลบูเหลือเกินไหมสีน้ำเงินบลูมากแล้วท่านก็ฉลองพระองค์ชุดนี้เดรสชุดนี้ขึ้นเป็นทำหน้าที่โคไพลอด้วยไม่ได้เปลี่ยนชุดเลย10ชุดที่อยู่ในภูตานเป็น 10ชุดที่สร้างความตื่นตะลึงให้กับชาวภูตานแล้วก็คนไทยแล้วก็ทั่วโลกมากเพราะว่าทำจากผ้าไทยจากผ้าไทยจากศูนย์ศิลปาชีพผ้าไทยที่ต่างๆทั้งภาคเหนือทั้งกระเป๋าจากภาคใต้ทั้งจากราชบุรีทั้งจากอยุธยาหลายๆจังหวัดและหยิบจับผ้าไทยขึ้นมาแล้วนำมาผ่านกระบวนการทางความคิดการวางแผนว่าเราจะลงจากเครื่องบินไปด้วยชุดอะไรเราจะจากไทยจากชุดไทยสีฟ้าจากชุดไทยอมรินสีน้ำตาลเข้มช็อกโกแลตแล้วค่อยๆแปลงมาสู่ชุดคล้ายๆคล้ายๆเป็นชุดปูตาลนิดๆหน่อยๆเห็นปึ๊บ รู้เลยว่าผสมผสานระหว่างผ้าไทยให้กลายเป็นชุดภูตานแล้วก็จากนั้นก็กลับมาเป็นชุดไทยสากลก็คือกระโปรงผ้าไมแล้วก็เสื้อแล้วก็ปิดท้ายด้วยสีบลูก็คือสีalบueแล้วก็เดสชุดนี้ล่ะค่ะก็ไปใช้เป็นชุดที่เดินทางกลับคืนสู่ประเทศไทยแล้วก็ใช้เป็นชุดที่ขับเครื่องบินแล้วก็เป็นคลิปที่น่ารักมากเป็นคลิปที่ส่งบ๊ายบายไปแล้วนะบ๊ายบายแล้วก็ชักชวนชี้ชวนให้พระเจ้าอยู่หัวได้เห็นว่ากษัตริย์ภูตาลและพระราชินภูตาลก็โบกมือลาและทางนี้ก็โบกมือลาเช่นกันแล้ว ทั้ง2พระองค์ก็ทรงทำหน้าที่ไพรอกับโคไพรอขับเครื่องบินขึ้นเหนือฟ้าราชอาณาจักรภูตามังกรสายฟ้ากลับคืนสู่แผ่นดินสยามด้วยความสำเร็จอันงดงามและยิ่งใหญ่เกรียงไกรไปสู่สายตาคนไทยทั้งประเทศและชาวโลกนี่คือการใช้ฉลองพระองค์เป็นการสื่อทางการทูตที่เนียนที่สุดละออละมุนละไมที่สุดเลยชุดเหล่านี้กลายเป็นเรื่องที่อื้ออึ่งและกล่าวขานกันอยู่พระราชินีของไทยสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีสุทธิดาค่ะ

การสื่อสารสัมพันธไมตรี ผ่านฉลองพระองค์พระราชินี ที่ภูฎาน คราวเสด็จเยือนอย่างเป็นทางการ Read More

เปิด 5 อาหาร ยิ่งกินมากเท่าไร เสี่ยงหัวล้านโดยไม่รู้ตัว

เปิด 5 อาหาร ยิ่งกินมากเท่าไร เสี่ยงหัวล้านโดยไม่รู้ตัว หลายคนยอมจ่ายเงินจำนวนมากให้กับเซรั่มราคาแพง แชมพูสมุนไพรระดับพรีเมียม หรือเข้าซาลอนเป็นประจำทุกสัปดาห์ แต่เส้นผมก็ยังร่วงเกลื่อนพื้นทุกครั้งที่หวี ความจริงแล้ว ความลับของเส้นผมที่ดกหนาและแข็งแรง ไม่ได้ขึ้นอยู่กับการดูแลภายนอกเพียงอย่างเดียว หากยังขึ้นอยู่กับสิ่งที่รับประทานเข้าไปในร่างกายอย่างมาก อาหารบางชนิดเป็นของโปรดของใครหลายคน แต่กลับเป็น ศัตรูตัวร้าย ที่ทำลายรากผมจากภายใน ทำให้ผมบางลงและหนังศีรษะเริ่มเห็นชัดในเวลาไม่นาน หากไม่อยากให้ผมร่วงเป็นกำ ๆ และยังไม่ทันแก่ก็ต้องเผชิญกับภาวะศีรษะล้าน ควรหลีกเลี่ยงการบริโภคอาหาร 5 ประเภทต่อไปนี้อย่างไม่ยั้งคิด 1. คาร์โบไฮเดรตขัดสี เช่น ขนมปังขาว บิสกิต และขนมหวานต่าง …

เปิด 5 อาหาร ยิ่งกินมากเท่าไร เสี่ยงหัวล้านโดยไม่รู้ตัว Read More

เปิดคำทำนายยุครัชกาลที่ 10 ที่หลวงพ่อเยื้อนไม่กล้าบอกในหลวง ร.10

เปิดคำทำนายยุครัชกาลที่ 10 ที่หลวงพ่อเยื้อนไม่กล้าบอกในหลวง ร.10 ในทุกยุคสมัยของแผ่นดินไทยก่อนการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญมักมีรางบางอย่างปรากฏขึ้นเสมอลงเหล่านี้ไม่ใช่สิ่งน่ากลัวไม่ใช่คำทำนายเพื่อให้ผู้คนตื่นตระหนกหากแต่เป็นสัญญาณอ่อนโยนเป็นเหมือนเสียงกระซิบแผ่วเบาที่ดังมาจากธรรมชาติจากกาลเวลาและจากจิตใจของผู้คนเองเมื่อกระแสแห่งการเปลี่ยนแปลงเริ่มก่อตัวจิตมนุษย์ซึ่งเชื่อมโยงกับโลกและแผ่นดินอย่างลึกซึ้งย่อมรับรู้ได้ก่อนเหตุการณ์จะปรากฏเป็นรูปธรรมล่างจึงไม่ใช่เรื่องไสยศาสตร์หาก แต่เป็นภาษาของธรรมชาติที่สื่อสารกับผู้ที่ยอมฟังด้วยใจสงบเพื่อเติมพลังใจและจิตวิญญาณของคุณหากคุณเห็นว่ามีประโยชน์โปรดกดติดตามและสนับสนุนช่องของเราการสนับสนุนของคุณคือแรงบันดาลใจให้เราสร้างสรรค์ผลงานต่อไปในยุครัชกาลที่10ก็เช่นเดียวกันลงแห่งแผ่นดินไม่ได้มาในรูปของฟ้าผ่าแผ่นดินไหวหรือภัยพิบัติอันรุนแรงให้ผู้คนหวาดกลัวหากแต่ค่อยๆซึมลึกอยู่ในชีวิตประจำวันอยู่ในความรู้สึกที่อธิบายไม่ถูกของผู้คนจำนวนมากหลายคนรู้สึกเหมือนหัวใจนิ่งลง แต่หนักขึ้นความคิดช้าลงแต่ลึกขึ้นผู้คนเริ่มตั้งคำถามกับชีวิตกับคุณค่ากับความหมายของการเกิดมาเป็นมนุษย์บนผืนแผ่นดินนี้นี่ไม่ใช่ความฟุ้งซ่านหากแต่เป็นอาการของจิตที่เริ่มตื่นรู้ต่อบางสิ่งที่กำลังเปลี่ยนไปผู้มีจิตละเอียดหลายท่านกล่าวตรงกันว่าช่วงเวลานี้เป็นช่วงที่พลังของแผ่นดินนิ่งและหนักแน่นในเวลาเดียวกันเปรียบเหมือนผิวน้ำในสระใหญ่ที่ดูสงบเรียบและใสแต่เบื้องล่างกลับมีการไหลเวียนของกระแสกระแสน้ำอย่างต่อเนื่อง กระแสนั้นไม่เร่งรีบไม่ปั่นป่วนแต่ทรงพลังและมุ่งหน้าไปข้างหน้าอย่างไม่อาจหยุดอย่างได้ผู้ที่ใจร้อนอาจไม่รู้สึกอะไรแต่ผู้ที่ใจนิ่งพอจะสัมผัสได้ถึงแรงสั่นสะเทือนอันละเอียดอ่อนนี้หลวงพ่อเยื้อเองเมื่อพิจารณาด้วยจิตภาวนาท่านรับรู้ถึงการเคลื่อนของกรรมส่วนรวมเป็นกรรมที่สั่งสมมานานไม่ใช่ของคนใดคนหนึ่งไม่ใช่ของผู้ปกครองครองหรือประชาชนฝ่ายเดียวแต่เป็นกรรมร่วมของทั้งแผ่นดินกรรมจากการกระทำความคิดและเจตนาที่สืบทอดต่อกันมา หลายยุคหลายสมัยเมื่อถึงเวลาหนึ่งกรรมย่อมแสดงผลไม่ใช่เพื่อทำลายแต่เพื่อชำระเพื่อให้เกิดการเรียนรู้และเพื่อเปิดทางให้สิ่งใหม่ที่เหมาะสมกว่าได้ถือกำเนิดท่านเคยกล่าวอย่างเมตตาว่ากรรมส่วนรวมก็เหมือนเมฆฝนหากสะสมมากพอย่อมต้องตกลงมาเป็นฝนฝนบางครั้งทำให้เปียกทำให้ลำบากแต่ฝนนั้นเองที่หล่อเลี้ยงผืนดินให้กลับมาอุดมสมบูรณ์หากผู้คนมัวแต่กลัวฝนก็จะไม่เห็นคุณค่าของน้ำหากผู้คนเรียนรู้ที่จะอยู่กับฝนใจจะอ่อนโยนและเข้มแข็งไปพร้อม กันนี่คือมุมมองของผู้ที่มองโลกด้วยธรรมไม่ใช่ด้วยความกลัวลางแห่งแผ่นดินในยุคนี้จึงปรากฏผ่านเหตุการณ์เล็กๆความรู้สึกเล็กๆและการเปลี่ยนแปลงภายในใจของผู้คนมากกว่าภายนอกหลายคนเริ่มเบื่อความรุนแรงเบื่อการเอาชนะเริ่มโหยหาความสงบความเรียบง่ายและความจริงใจแม้จะยังสับสนแม้จะยังไม่รู้คำตอบทั้งหมดแต่การตั้งคำถามนั้นเองคือจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนผ่านที่แท้จริงเพราะการเปลี่ยนแปลงภายนอกจะยั่งยืนได้ก็ต่อเมื่อเกิดจาก การเปลี่ยนแปลงภายในแผ่นดินไทยในอดีตเคยผ่านช่วงเวลาหนักหน่วงมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วนทุกครั้งที่ผ่านได้ไม่ใช่เพราะอำนาจอาวุธหรือความเก่งกาจของผู้ใดผู้หนึ่งแต่เป็นเพราะพลังเงียบของศรัทาความอดทนและการยึดโยงกันของผู้คนในแผ่นดินเดียวกันล่างในครั้งนี้ก็เช่นเดียวกันไม่ได้เรียกร้องให้ผู้คนหวาดกลัวแต่เรียกร้องให้ผู้คนกลับมาอยู่กับสติอยู่กับศีลธรรมและอยู่กับหัวใจของตนเองให้มากขึ้นหากเรามองลงแห่งแผ่นดินด้วยใจที่เปิด กว้างเราจะเห็นว่านี่คือโอกาสไม่ใช่วิกฤตโอกาสที่จะได้ทบทวนเส้นทางที่ผ่านมาโอกาสที่จะวางสิ่งที่ไม่จำเป็นและโอกาสที่จะปลูกเมล็ดพันธุ์ใหม่แห่งความดีงามลงในใจตนเองเมื่อใจของผู้คนจำนวนมากเริ่มเปลี่ยนแผ่นดินย่อมเปลี่ยนตามโดยไม่ต้องบังคับเหมือนสายน้ำที่ค่อยๆเปลี่ยนทิศทางตามความลาดเอี่ยงของพื้นดินสุดท้ายแล้วลางไม่เคยบอกอนาคตอย่างตายตัวแต่บอกปัจจุบันให้เราตื่นรู้ยุครัชกาลที่10จึงเป็นช่วงเวลาที่เช้อเชิญให้ผู้คนกลับ มาฟังเสียงเบาๆในใจฟังเสียงของธรรมชาติและฟังเสียงของกรรมที่กำลังคลี่คลายหากเราฟังด้วยความเข้าใจลงแห่งแผ่นดินจะไม่ใช่สิ่งน่าหวั่นเครงแต่จะกลายเป็นแสงนำทางให้แผ่นดินและผู้คนก้าวไปข้างหน้าด้วยความสงบมั่นคงและเปลี่ยมด้วยสติปัญญาลงแห่งแผ่นดินในยุคนี้จึงปรากฏผ่านใจคนเป็นอันดับแรกผู้คนรู้สึกเหนื่อยล้าโดยไม่รู้สาเหตุวิตกกังวลกับอนาคตทั้งที่ภายนอกดูเหมือนทุกอย่างยังดำเนินไปตามปกติความสับสนทางความคิดเกิดขึ้นง่ายใจร้อน ขึ้นโกรธง่ายขึ้นแต่ในขณะเดียวกันก็มีคนจำนวนไม่น้อยที่เริ่มหันกลับมามองภายในแสวงหาธรรมะแสวงหาความสงบอย่างจริงจังนี่คือสัญญาณของแผ่นดินที่กำลังคัดกรองจิตใจในทางธรรมลางไม่ได้หมายถึงโชคชะตาที่หลีกเลี่ยงไม่ได้แต่เป็นเหมือนกระจกที่สะท้อนให้เห็นว่าหากยังเดินด้วยจิตแบบเดิมผลย่อมเป็นเช่นเดิมหากเปลี่ยนจิตเปลี่ยนการกระทำผลก็ย่อมเปลี่ยนตามยุครัชกาลที่10ถูกมองว่าเป็นยุคแห่งบททดสอบทางใจเป็นยุคที่ความมั่นคงไม่ได้วัดจากอำนาจหรือวัตถุ แต่วัดจากสติปัญญาและความอดทนของผู้คนทั้งแผ่นดินหลวงพ่อเยื้อเคยกล่าวกับศิษย์ใกล้ชิดอย่างแผ่วเบาว่ารางที่เห็นนั้นไม่ได้ชี้ไปที่ความพินาศแต่ชี้ไปที่ความจริงความจริงว่าทุกสิ่งไม่เที่ยงแม้สิ่งที่ดูมั่นคมที่สุดก็ยังต้องเปลี่ยนไปตามกาลเวลาหากผู้คนเข้าใจความจริงข้อนี้จะไม่ตื่นกลัวต่อการเปลี่ยนแปลงแต่จะใช้มันเป็นโอกาสในการสร้างบุญสร้างความดีและชำระใจให้สะอาดยิ่งขึ้นแผ่นดินในยุคนี้จึงเหมือนครูผู้เงียบงันไม่ดุด่า ไม่บังคับแต่ปล่อยให้เหตุการณ์ต่างๆค่อยๆสอนบทเรียนแก่ผู้คนใครยึดติดกับความโลภความโกรธความหลงก็จะรู้สึกหนักและอึดอัดใครที่รู้จักปล่อยวางแบ่งปันและให้อภัยกลับจะพบความสงบอย่างประหลาดแม้จะอยู่ท่ามกลางความไม่แน่นอนก็ตามลางอีกประการหนึ่งที่ผู้มีธรรมสัมผัสได้คือพลังของการรวมใจเมื่อใดที่ผู้คนหันมาทำความดีพร้อมกันแม้เพียงเล็กน้อยแผ่นดินจะเบาลงอย่างเห็นได้ชัดนี่คือเหตุผลที่หลวงพ่อเยื้อเน้นย้ำเสมอว่าอย่ามัวแต่ถาม ว่าอนาคตจะเป็นอย่างไรแต่ให้ถามตัวเองว่าวันนี้เราได้ทำสิ่งใดให้แผ่นดินบ้างหรือยังยุครัชกาลที่10จึงไม่ใช่ยุคแห่งคำทำนายอันน่าหวาดกลัวแต่เป็นยุคแห่งการตื่นรู้แบบเงียบๆลางแห่งแผ่นดินไม่ได้มาเพื่อขู่หากแต่มาเพื่อเตือนเตือนให้ทุกคนกลับมามีสติเห็นค่าของความดีและเข้าใจว่าความมั่นคงที่แท้จริงเริ่มต้นจากใจที่สงบและเปี่ยมด้วยเมตตาเมื่อมองด้วยใจที่อ่อนโยนจะเห็นว่าลงเหล่านี้คือความห่วงใยของแผ่นดินเป็นเหมือนแม่ที่ทรงสัญญาณเตือนลูกก่อนฝนจะตก หากลูกฟังฟังและเตรียมตัวก็จะไม่เปียกฝนหากเพิกเฉยก็ย่อมต้องเผชิญผลตามเหตุปัจจัยนั้นเองและนี่คือศาลสำคัญของลางแห่งแผ่นดินในยุครัชกาลที่10ที่หลวงพ่อเยื้อรับรู้ด้วยความสงบและเลือกถ่ายทอดผ่านความเงียบมากกว่าคำพูดที่อาจทำให้ใจผู้คนหวั่นไหวนิมิตบางอย่างมิได้มีไว้เพื่อเอ่ยปากเล่าหากแต่มีไว้เพื่อเตือนใจผู้เห็นเองหลวงพ่อเยื้อเป็นพระผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบท่านรู้ดีว่าคำพูดเพียงไม่กี่คำอาจทำให้ใจผู้คนทั้งแผ่นดินสั่นไหว ได้ด้วยเหตุนี้นิมิตที่ท่านได้เห็นในห้วงภาวนาลึกจึงกลายเป็นสิ่งที่ท่านเลือกเก็บไว้ในใจมากกว่านำออกมากล่าวนิมิตนั้นไม่ได้ปรากฏอย่างฉับพลันหากค่อยๆมาเหมือนแสงจันทร์ยามค่ำคืนไม่จ้าไม่แรงแต่ชัดเจนสำหรับผู้ที่มีจิตนิ่งพอหลวงพ่อเยื้อเลิว่าสิ่งที่เห็นไม่ใช่ภาพของความพินาศไม่ใช่ภาพแห่งความสูญเสียหากแต่เป็นภาพของภาระอันหนักหนาภาระที่ไม่ได้อยู่บนบ่าของผู้ใดผู้หนึ่งเท่านั้นแต่แผ่ขยายไปทั่วแผ่นดินในนิมิตนั้นท่านสัมผัสได้ถึงพลังของหน้า ที่ความรับผิดชอบและกรรมเก่าที่เคลื่อนเข้ามาพร้อมกันเหมือนสายน้ำหลายสายที่ไหลมาบรรจบณจุดเดียวผู้ที่อยู่ในจุดนั้นจำต้องมีใจที่มั่นคงอย่างยิ่งหากใจไหวเพียงนิดเดียวกระแสน้ำก็อาจพัดพาให้หลงทิศได้นี่เองที่ทำให้หลวงพ่อเยื้อตระหนักว่านิมิตนี้ไม่ใช่เรื่องที่จะเล่าเพื่อความอยากรู้แต่เป็นเรื่องที่ต้องใช้ความเข้าใจและกาลเวลาท่านเคยกล่าวเบาๆว่าบางความจริงหากพูดเร็วเกินไปจะกลายเป็นโทษมากกว่าจะเป็นประโยชน์เพราะจิตของผู้ฟังยังไม่พร้อมรับ ในยุคที่ข้อมูลข่าวสารไหลเร็วใจคนแกว่งง่ายนิมิตที่เกี่ยวข้องกับสถาบันและแผ่นดินจำเป็นต้องได้รับการประคองด้วยเมตตาและปัญญาอย่างสูงสุดสิ่งที่หลวงพ่อเยื้อเห็นจึงถูกแปรเปลี่ยนเป็นคำสอนทางอ้อมแทนที่จะพูดถึงภาพในนิมิตโดยตรงท่านกลับเน้นย้ำเรื่องการทำความดีการรักษาศีลและการมีสติในชีวิตประจำวันเพราะท่านรู้ดีว่าหากใจของผู้คนมั่นคงนิมิตใดๆก็ไม่อาจกลายเป็นภัยได้แต่หากใจอ่อนแอแม้เรื่องเล็กน้อยก็อาจกลายเป็นเรื่องใหญ่ ในห้วงเวลานั้นหลวงพ่อเยื้อใช้ความเงียบเป็นเกราะป้องกันไม่ใช่เพื่อปิดบังแต่เพื่อถนอมรักษาความสงบของแผ่นดินความเงียบของท่านไม่ใช่ความเพิกเฉยหากเป็นความเมตตาในระดับลึกเมตตาที่เห็นไกลกว่าอารมณ์ชั่วคราวของผู้คนนิมิตที่ท่านเห็นยังสะท้อนให้เห็นความจริงอีกประการหนึ่งคือไม่มีใครสามารถแบกรับชะตาของแผ่นดินได้เพียงลำพังไม่ว่าผู้ใดจะมีบุญบารมีเพียงใดหากขาดแรงสนับสนุนจากจิตที่ดีของประชาชนภาระนั้นย่อมหนักเกินไปนี่คือเหตุผลที่หลวงพ่อเยื้อมัก กล่าวว่าแผ่นดินจะเบาหรือหนักอยู่ที่ใจคนเมื่อศิษย์บางคนพยายามถามถึงรายละเอียดของนิมิตท่านเพียงยิ้มและกล่าวว่าสิ่งที่ควรรู้ท่านได้บอกไปแล้วผ่านการสอนเรื่องสติและเมตตาส่วนสิ่งที่ไม่ควรรู้ในตอนนี้ก็ขอให้กาลเวลาเป็นผู้เปิดเผยเองคำพูดเรียบง่ายนี้กลับแฝงด้วยปัญญาอันลึกซึ้งเพราะมันสอนให้ผู้ฟังรู้จักไว้วางใจในธรรมและไม่เร่งรัดความจริงก่อนเวลาอันควรนิมิตที่ถูกเก็บไว้ในใจของหลวงพ่อเยื้อจึงมิได้หายไปไหนหากยังทำหน้าที่ของมัน อย่างเงียบงั่นคือคอยเตือนให้ท่านระมัดระวังคำพูดระมัดระวังการกระทำและยืนอยู่บนหลักธรรมอย่างมั่นคงท่านเลือกแบกรับความหนักนั้นไว้คนเดียวเพื่อให้ใจของผู้คนได้เบาลงเมื่อมองในมุมนี้จะเห็นว่าความไม่กล้าบอกมิได้เกิดจากความกลัวแต่เกิดจากความรักและความรับผิดชอบอย่างยิ่งยวดรักต่อแผ่นดินรักต่อผู้คนและเคารพต่อกฎแห่งกรรมที่ไม่อาจฝืนได้นิมิตนั้นจึงกลายเป็นบทเรียนเงียบๆสอนให้เราทุกคนรู้ว่าบางครั้งการไม่พูดคือการปกป้องที่อ่อนโยน ที่สุดและบางอย่างแท้จริงก็ต่อเมื่อใจของเราสงบพอที่จะรับฟังมันในมุมมองของพระพุทธศาสนาการเกิดมาเป็นพระมหากษัตริย์มิใช่เรื่องบังเอิญหากเป็นผลจากบุญบารมีที่สั่งสมมาอย่างยาวนานแต่ในขณะเดียวกันบุญบารมีอันสูงส่งนั้นก็มาพร้อมกับภารกรรมของแผ่นดินที่หนักหนาอย่างยิ่งหยวกเป็นกรรมที่ไม่ได้เกิดจากชาติปัจจุบันเพียงชาติเดียวหากเป็นกรรมร่วมที่ผูกโยงกันมาหลายภพหลายชาติระหว่างผู้นำและประชาชนหลวงพ่อเยื้อมองเรื่องนี้ด้วยสายตาของผู้ ปฏิบัติธรรมท่านเห็นว่าบุญบารมีของพระมหากษัตริย์ในยุครัชกาลที่10มีความละเอียดลึกและหนักแน่นเป็นบุญที่ไม่ได้แสดงออกด้วยความยิ่งใหญ่โอาเพียงภายนอกแต่เป็นบุญที่ต้องทำงานอยู่ท่ามการแรงกดดันความคาดหวังและกระแสกรรมที่ซับซ้อนของโลกยุคใหม่แผ่นดินในยุคนี้ไม่ได้เผชิญเพียงปัญหาที่มองเห็นได้ด้วยตาแต่ยังเผชิญปัญหาที่ซ่อนอยู่ในใจคนความแตกแยกทางความคิดความเร่งรีบของสังคมและความหลงในวัตถุล้วนเป็นกรรมร่วมที่ถาโถมเข้ามาพร้อมกันผู้ที่ อยู่ในตำแหน่งสูงสุดของแผ่นดินจึงเปรียบเสมือนศูนย์รวมของกระแสเหล่านั้นทั้งรับแรงศรัทธาและรับแรงกดดันในเวลาเดียวกันหลวงพ่อเยื้อเคยอธิบายว่าบุญบารมีเปรียบเหมือนแสงสว่างส่วนกรรมเปรียบเหมือนเงายิ่งแสงสว่างแรงเงาก็ยิ่งชัดนี่ไม่ใช่เรื่องน่ากลัวแต่เป็นธรรมดาของโลกผู้มีบุญมากย่อมต้องเผชิญบททดสอบมากเพื่อขัดเกลาบุญนั้นให้บริสุทธิ์ยิ่งขึ้นหากผ่านไปได้ด้วยสติและเมตตาบุญก็จะยิ่งมั่นคงและส่งผลไพศาลภารกรรมของแผ่นดินมิได้ตกอยู่ที่พระ มหากษัตริย์ฝ่ายเดียวประชาชนทุกคนล้วนมีส่วนร่วมไม่ว่าจะรู้ตัวหรือไม่ก็ตามทุกความคิดทุกคำพูดและทุกการกระทำล้วนส่งผลสะเทือนต่อพลังของแผ่นดินเมื่อใจคนหนักแผ่นดินก็หนักเมื่อใจคนเบาแผ่นดินก็เบาตามหลวงพ่อเยื้อจึงย้ำเสมอว่าการช่วยชาติที่แท้จริงเริ่มต้นจากการช่วยใจของตนเองให้พ้นจากอกุศลในยุครัชกาลที่10นี้บุญบารมีของพระมหากษัตริย์ถูกมองว่าเป็นเสาหลักที่คอยประคองแผ่นดินท่ามกลางกระแสโลกที่ผันผวนแต่เสาหลักเพียงต้นเดียวย่อมรับน้ำหนัก ได้จำกัดหากขาดแรงค้ำจากจิตที่ดีของประชาชนแรงนั้นย่อมหนักเกินไปนี่นี่คือเหตุผลที่หลวงพ่อเยื้อเลือกสอนประชาชนมากกว่าพูดถึงเบื้องสูงเพราะท่านรู้ดีว่าหากฐานรากมั่นคงส่วนบนย่อมมั่นคงตามความสัมพันธ์ระหว่างบุญบารมีของพระมหากษัตริย์กับกรรมของแผ่นดินจึงเป็นความสัมพันธ์แบบเกื้อกูลไม่ใช่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งแบกรับทั้งหมดเมื่อประชาชนรู้จักเสียสละให้อภัยและทำความดีโดยไม่หวังผลแรงกรรมส่วนรวมจะค่อยๆเบาบางลงส่งผลให้ ภาระของผู้นำแผ่นดินเบาลงเช่นกันหลวงพ่อเยื้อมองเห็นภาพนี้ด้วยความสงบท่านไม่โทษใครไม่กล่าวโทษยุคสมัยแต่กลับใช้โอกาสนี้เตือนสติผู้คนว่าเราทุกคนคือส่วนหนึ่งของแผ่นดินบุญหรือกรรมที่เกิดขึ้นไม่ได้ไกลตัวอย่างที่คิดหากเราปรับใจให้ถูกต้องแผ่นดินทั้งผืนก็จะค่อยๆปรับตามอย่างน่าอัศจรรท้ายที่สุดบุญบารมีของพระมหากษัตริย์ในยุครัชกาลที่10จึงมิใช่เพียงเรื่องของบุคคลแต่เป็นกระจกสะท้อนใจของคนทั้งชาติหากเรามองด้วยความเข้าใจจะ …

เปิดคำทำนายยุครัชกาลที่ 10 ที่หลวงพ่อเยื้อนไม่กล้าบอกในหลวง ร.10 Read More

สาวไปดูคอนเสิร์ตไม่ทัน เลยเปิดเพลงย้อมใจ เจอโต๊ะข้าง ๆ โผล่ทัก เห็นหน้าปุ๊บ… กรี๊ด !

สาวไปดูคอนเสิร์ตไม่ทัน เลยเปิดเพลงย้อมใจ เจอโต๊ะข้าง ๆ โผล่ทัก เห็นหน้าปุ๊บ… กรี๊ด ! สาวไปดูคอนเสิร์ตไม่ทันเลยเปิดเพลงย้อมใจเจอตัวข้างๆโทรทักเห็นหน้าปุ๊บถึงกับกรี๊ดถือว่าเป็นนักร้องระดับตำนานขวัญใจชาวร็อคสำหรับแบงค์กรีติอดีตนักร้องนำวงแคลชซึ่งช่วงที่ผ่านมาเจ้าตัวก็เดินสายแสดงคอนเสิร์ตทั่วประเทศแน่นอนว่ายังคงมีแฟนๆแห่เห็นกันไปส่งกำลังใจให้กับหนุ่มแบงค์อย่างล้นหลามดังเช่นล่าสุดเมื่อไม่นานมานี้หนุ่มแบงค์ไปเล่นคอนเสิร์ตโดยหลังแสดงเสร็จก็มากินข้าวในร้านอาหารแห่งหนึ่งก่อนจะได้ยินเสียงเพลงตัวเองจาก โทรศัพท์ของลูกค้าโต๊ะ1ในร้านซึ่งหนุ่มแบงค์ก็ซุ่มฟังเพลงอยู่สักพักหนึ่งก่อนจะลุกขึ้นเฉลยตัวเองพร้อมกับทักว่าเพลงอื่นไม่มีฟังกันเหรอครับงานนี้ทำเอาลูกค้าทั้ง3คนที่นั่งอยู่ถึงกับสตั้นก่อนที่จะกรี๊ดกันสนั่นไม่คิดว่าจะเจอเจ้าของเพลงตัวเป็นๆแบบใกล้ชิดขนาดนี้พอคุยไปคุยมาปรากฏว่าลูกค้า3คนนี้เป็นแฟนคลับของแบงค์ที่ไปชมคอนเสิร์ตในวันนั้นไม่ทันจึงมานั่งย้อมใจกินข้าวพร้อมกับเปิดเพลงฟังกันในร้านหลังจากที่แบงค์เฉลยตัวเองเสร็จ สรรพแล้วก็มีการพูดคุยกับแฟนคลับพร้อมกับเดินไปถ่ายรูปกับทุกคนเป็นที่ระลึกเป็นโมเมนต์แต้มบุญสูงมากๆที่ทำเอาเป็นแฟนประทับใจไปตามๆกันคือเรามาเจอลำโพงทีละคนที่เขาเพลงอื่นไม่มีฟังกันเหรอครับ[เพลง][เพลง][ปรบมือ][เพลง]นั่งฟังเพลงตัวเองอยู่ประมาณ3นาทีถ่ายรูปถ่าย[เพลง]กดกระดิ่งเพื่อจะได้ไม่พลาดคลิปใหม่ๆกันด้วยนะคะขอบคุณค่ะ

สาวไปดูคอนเสิร์ตไม่ทัน เลยเปิดเพลงย้อมใจ เจอโต๊ะข้าง ๆ โผล่ทัก เห็นหน้าปุ๊บ… กรี๊ด ! Read More

การสื่อสารสัมพันธไมตรี ผ่านฉลองพระองค์พระราชินี ที่ภูฎาน คราวเสด็จเยือนอย่างเป็นทางการ

การสื่อสารสัมพันธไมตรี ผ่านฉลองพระองค์พระราชินี ที่ภูฎาน คราวเสด็จเยือนอย่างเป็นทางการ วันนี้จะมาว่าด้วยเรื่องของฉลองพระองค์ของสมเด็จพระราชินีคราวเสด็จเยือนภูตันอย่างเป็นทางการค่ะเราจะเริ่มต้นกันจากบนเครื่องบินกันก่อนเลยนะคะขาไปจะเห็นได้ว่าพระราชินีเป็นโคไพลอแล้วท่านเนี่ยทำผมแต่งหน้าเครื่องประดับแล้วก็ใส่ชุดซึ่งเราจะเห็นว่าจากในภาพเนี่ยนะคะจะเห็นว่าเป็นเสื้อแขนสั้นน่าจะเป็นกระโปรงตอนแรกก็ยังนึกว่าเอ๊ะท่านแต่งมาตั้งแต่ก่อนขึ้นเครื่องอย่างนี้เลยหรือเดี๋ตอนลงจะทำอย่างไรอาจจะต้องมีการเปลี่ยนชุดหรือ เปล่าแต่ไม่ใช่พอทำพอถึงเครื่องบินเนี่ยพอลงที่สนามบินภูโลภูตาซึ่งเราก็รู้ได้ว่ายากมากนะคะแล้วพอลงปุ๊บเนี่ยสมเด็จพระราชินีจากประเทศไทยสร้างความตื่นตะลึงตื่นตาตื่นใจให้กับชาวภูตานที่ดูถ่ายทอดสดมากเพราะชุดที่ลงนั้นไม่ใช่ชุดที่อยู่บนเครื่องบินแต่คล้ายกับชุดที่อยู่บนเครื่องบินเพราะชุดที่อยู่บนเครื่องบินนั้นเป็นชุดข้างในแล้วท่านก็คลุมข้างนอกเหมือนกับโอเวอร์คatก็ไม่ปานหรือเหมือนกับเป็นเสื้อคลุมอีกทีนึงเหมือนกับ ราชประแตนอีกทีนึงชุดนี้นะคะเป็นผ้าไหมจากศาลลายยกทองซึ่งเป็นเสื้อไทยทรงราชประแตนสีช็อกโกแลตแล้วก็เป็นผ้าไหมที่เรียกว่าไล่สีบนลงล่างในมูลนิยส่งเสริมศิลปาชีพบอกว่าชุดนี้นะคะเป็นผ้าผ้าซึ่งทำจากไหมแพรวาฉลองพระองค์เป็นผ้าทำจากไหมแพรวาจากสมาชิกศิลปาชีพผ้าไหมแพรวาบ้านโพนจังหวัดกาฬสินธุ์มีเอกลักษณ์การทอแบบจกและขีดผสานเส้นไหมหลักสีอย่างประณีตงดงามจนเกิดลายวิจิตรที่เห็นเนื้อผ้านั้นเรียบเนียนกันเป็นเนื้อเดียวกันเลยและนี่ คือแพรวาราชินีแห่งผ้าไหมซึ่งเป็นสมบัติล้ำค่าของแผ่นดินมากและได้รับการส่งเสริมจากศูนย์ศิลปาชีพสมเด็จเส็จพระนางเจ้าใช้สีสีน้ำตาลช็อกโกแลตข้างบนนะคะแล้วก็ไล่สีลงมาไล่สีลงมาไล่สีลงมาข้างล่างจนกระทั่งถึงฉลองพระบาทที่อ่อนไปเลยนี่จะเป็นลักษณะเหมือนกับว่าใส่ชุดข้างในเอาไว้ตัวนึงแล้วก็มาคลุมด้วยโอเวอร์คatคอคอปิดแขนยาวอีกตัวนึงแล้วก็เอาผ้าที่ตัดฉลองพระองค์นี่แหละค่ะมาถือเป็นกระเป๋าคลัชนี่คือชุดแรกที่สร้างความตื่นตะลึง ชุดที่2ค่ะชุดที่2นั้นเป็นผ้าไหมลำพูนสีเทาเงินเสื้อประยุกต์คอตั้งสีฟ้าพาสเทลการจับคู่ของผ้าทอลำพูนลายราชวัตรที่ขึ้นชื่อเรื่องโครงสร้างลายเส้นเรียบหรูกับเสื้อไทยแขนยาวคอตั้งซึ่งตัดเย็บด้วยเทคนิคเฟรนชแล้วตะเข็บเนี่ยเรียบเนียนไร้ที่ติดแสดงให้เห็นถึงความละเมียดละไมทุกมิลลิเมตรลุคนี้สะท้อนความสุภาพสงบแล้วก็เป็นมิ่งมีมิ่งมิตรไมตรีซึ่งจะเห็นได้ว่าพระองค์ทรงเลือกใช้สีเพื่อส่งสารฟ้าอ่อนคือไมตรีและเป็นการเปิดใจเป็นการทูตวัฒนธรรมด้วยภัตราภรณ์ แล้วชุดนี้จะเห็นได้ว่าเสื้อสีฟ้าเนี่ยนะคะที่เป็นผ้าไหมลำพูนเนี่ยจะมีการปักเย็บลวดลายกระจุ๋มกระจิ๋มละเมียดละไมตั้งแต่คอเสื้อลงไปจนกระทั่งถึงชายเสื้อแล้วก็ถึงที่ขอบแขนส่วนทางด้านของส่วนทางด้านของผ้าทอลำพูนลายราชวัฏนี้ก็เป็นผ้าทอลำพูนซึ่งล้ำค่าเหลือเกินทั้งนิ่มทั้งมีพลังแล้วก็งดงามและจะเห็นได้ว่าพระองค์นั้นใช้กระเป๋าหญ้าลิเภาซึ่งว่ากันว่าเป็นกระเป๋าหญ้าลิเพาที่เป็นของพระพันปีซึ่งพระองค์ได้สะสมเอาไว้ชุดนี้เรียกว่า compleพeteลุมากสวยสง่าแล้วก็ใช้สีที่มีความสุภาพเรียบร้อยอ่อนโยนชุดถัดมาค่ะชุดถัดมานี่เป็นชุดที่เรียกว่ามโหรทึกจริงๆเนื่องจากว่าชุดนี้เนี่ยนะคะเป็นชุดที่ใช้ผ้าไหมสีน้ำตาลเข้มนะคะเป็นชุดไทยอมรินทร์ข้างบนสีน้ำตาลเข้มนะคะแล้วก็ข้างล่างเนี่ยเป็นผ้ายกทองแล้วก็ถือกระเป๋าย่านลิเภาอีกทรงนึงนะคะของพระพันปีแต่ว่าลุกนี้สมเด็จพระนางเจ้าท่านสร้อยท่านทรงสังวาลย์แล้วก็มีโหงเป็นเพชรอยู่ที่บ่าของพระองค์แล้วก็ใส่พระกุณฑลเล็ก น้อยมากค่ะเหมือนกันพระองค์จะปักเสื้อปักลายเล็กๆน้อยๆอยู่บนฉลองพระองค์จะเห็นได้ว่าตั้งแต่ชุดแรกชุดที่1ชุดที่2ชุดที่3นั้นท่านจะทรงปักลายอยู่เล็กๆน้อยๆตามตัวเสื้อแล้วก็ตามขอบแขนนะคะแต่งานนี้ผ้าสิ้นสีทองอหร่ามนี่จับใจใครเห็นก็ได้แต่ร้องว่าโอ้โหสวยเหลือเกินถัดมาชุดที่4ชุดที่4นั้นเนี่ยนะคะพระองค์จะพระองค์จะค่อยๆทอนจากชุดไทยออกหน่อยนึงละแล้วจะใส่ชุดผ้าของไทยนี่แหละแต่ตัดแต่ตัดแต่งให้คล้ายกับภูตานิดๆหน่อยๆเพื่อเป็นการ ศาลสัมพันธไมตรีเอาพระรเนี่ยเอาชุดเสื้อผ้าเอาฉลองพระองค์เนี่ยเป็นเหมือนกับทูตศาลสัมพันธไมตรีชุดนี้นะคะทำมาจากศิลปะชาวลหู่เป็นผ้าของชาวลหู่ค่ะซึ่งอยู่ในโครงการศิลศิลปชีพเหมือนกันผ้านี้เนี่ยนะคะเป็นผ้าปักจากชาวไทยภูเขาเผ่ามูเซอร์ละหูซึ่งเป็นลายปักที่ละเอียดงดงามลายผ้าเกิดจากการบรรจงสร้างสรรค์ด้วยฝีมือประณีตของหญิงสาวชนเผ่าซึ่งมีความอ่อนช้อยของวัฒนธรรมมีความอ่อนช้อยด้วยการใช้เส้นด้ายสีธรรมชาติปักทับซ้อนกัน เป็นลวดลายเรขาคณิตที่เปลี่ยนความหมายผืนผ้าปักเนี้ยได้รับการส่งเสริมมายาวชาวนานจนกระทั่งชาวบ้านเนี่ยมีรายได้เป็นประจำแล้วศิลปะการปักผ้าของชาวมูเซอร์เป็นที่รู้จักกันฟ้างขวางมากทั้งในและต่างประเทศสมเด็จพระนางเจ้านำเอาผ้าปักของชาวมูเซอร์ลหูเนี่ยนะคะเอามาวางเป็นทางขวางข้างบนขวางเล็กเล็กแคบข้างล่างขวางใหญ่ขว้างซึ่งขวางบนและขวางล่างเนี่ยจริงๆแล้วดีไซน์ชุดขวางบนและขวางล่างนี่ยากมากที่จะทำออกมาได้สวยแต่ชุดนี้สวยและสงาม มากและพระองค์ก็ใช้ผ้าจากเสื้อตัวบนนั้นเนี่ยตัดเป็นกระเป๋าถือนะคะซึ่งเป็นกระเป๋าถือที่โก้และเก๋เหลือเกินนี่ก็เป็นศิลปะชาวลาหู่เป็นผ้าชาวลหูที่ตัดเป็นแนวขวางเพราะว่าชุดของชาวภูตาลส่วนใหญ่ถ้าเรามองดูแล้วจะเห็นว่าเป็นแนวขวางเสียเป็นส่วนใหญ่ท่านเริ่มะที่จะปรับเปลี่ยนจากไทยกึ่งนึงแล้วก็ปู่ตาดอีกกึ่งนึงชุดถัดมาสวยเหลือเกินในงานราตรีค่ะเป็นชุดที่ใช้ผ้าซีฟองแล้วก็ปล่อยชายยาวซ้ายขวาซึ่งเราจะเคยเห็นลักษณะแบบเดียว กันนี้มาแล้วในงานราตรีคราวนี้ซึ่งคราวนั้นเป็นสีม่วงคราวนี้เป็นสีพาสเทลหมดทั้งฉลองพระองค์เลยล่ะค่ะเป็นผ้าจกราชบุรีนะคะซึ่งทั้งฉลองพระองค์เนี่ยตัวในเนี่ยเป็นตัวยาวเป็นผ้าจกราชบุรีซึ่งผ้าไหมจกราชบุรีเนี่ยงามระยิบระยับบนเส้นทางไมตรีนี้ในกาลนี้เนี่ยนะคะซึ่งสมเด็จพระนางเจ้าฉลองพระองค์ด้วยผ้าไทยไหมจกลายราชบุรีฝีมือการทออันประณตของสมาชิกศูนย์ศิลปาชีพจังหวัดแม่ฮ่องสรค่ะซึ่งอยู่ที่บ้านห้วยเดื่อตำบลผาป่องอำเภอเมือง จังหวัดแม่ฮ่องสรตามพระราชสาวณีของพระพันปีแล้วก็ผ้าปืนเนี่ยนำมาดีไซน์เป็นกระโปรงยาวแล้วก็ผ้าชีฟองเนี่ยใส่ทับไปอีกองค์อีกตัวนึงแล้วก็ปล่อยชายซ้ายขวาเวลาเดินชายซ้ายขวาก็จะเปรียบเสมือนกับสบซึ่งผ้าไหมจกลายราชบุรีงามระยิบระยับที่ภูตานนี้นะคะท่านก็เอาผ้าเนี่ยผ้าเนี่ยที่ตัดชุดเนี่ยมาทำเป็นกระเป๋าคลัชซึ่งถือออกมางดงามตะการตามากแล้วก็น้อยแต่มากเหมือนเดิมค่ะใส่ต้มหูเพชรเนี่ยน้อยแต่มากๆคือจะเห็นว่าพระราชินีเนี่ยจะไม่ ประโคมเพชรนินจินดาลงไปมากมายนะคะแต่ท่านจะเน้นด้วยการใช้ผ้าผ้าของไทยแล้วนำมาตัดเย็บให้เข้ากับลักษณะของสถานที่ที่จะไปดังนั้นเนี่ยผ้าของผ้าไหมจกราชบุรีคราวนี้ก็จึงทำเป็นลายขวางขวางทั้งองค์เลยก็เหมือนกับที่ภูตาลใส่ผ้านุ่งเป็นลายขวางนั่นเองค่ะชุดที่6เป็นผ้าซิ้นลายเครือเถาเสื้อแขนยาวทรงเรียบพระองค์เลือกใช้ผ้าซิ้นลายเครือเตาอันวิจิตรจากภาคเหนือถอดแบบลายมาจากพันธุ์ไม้ที่เติบโตในดินแดนสูงผ้าทอนี้ใช้เทคนิคขีด3ตะกอต้อง ใช้แรงช่างทอที่มีความชำนาญ3คนจึงจะควบคุมลายได้ตรงนี่คือความลึกซึ้งของวัฒนธรรมชาติภันธุ์เป็นแฟชั่นที่มีประวัติศาสตร์มีชุมชนและมีจิตวิญญาณแล้วก็ท่านก็เลือกสีได้กลมกลืนกันกับพื้นที่ก็คือจะเห็นได้ว่าท่านจะใช้สีที่เป็นเอทoneสีพาสเทลมูลธิศ์ศิลปชีพนะคะบอกว่านี่คือศิลปะของแผ่นดินใต้ฉลองพระองค์การนี้สมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีทรงฉลองพระองค์และกระเป๋าทรงถือจากภาจกฝีมือสมาชิกศิลปาชีพตำบลช้างใหญ่อำเภอบางไทรจังหวัด พระนครศรีอยุธยาผ้าจกเนี้ยเป็นงานหัถศิลป์ล้ำค่ารังสรรด้วยเทคนิคการทอแบบดั้งเดิมผสานลวดลายอันปราณีตสืบทอดภูมิปัญญาท้องถิ่นมาแต่โบราณเส้นไหมแต่ละเส้นถูกสอดทออย่างประณีตละเอียดอ่อนจนเกิดเป็นลวดลายที่สะท้อนเอกลักษณ์แห่งความงามของไทยอย่างสง่างามแล้วแฝงไปด้วยความหมายแห่งความเป็นสิริมงคลตามแบบแผนวัฒนธรรมไทยที่ยึดถือความปราณีตฉลองพระองค์และฉลองพระหัตถ์ด้วยภาพฝีมือราษฎรไทยครั้งนี้จึงนับเป็นพระมหากรุณาธิคุณอย่างยิ่งต่อสมาชิกโครงการศิลปาชีพบางไทรพระองค์นำ ผ้าจกจากฝีมือศิลปชีพตำบลช้างใหญ่อำเภอบางไชัยอยุธยาเอาผ้าจกเนี่ยเอามาตัดเป็นชุดลายขวขวางเหมือนเดิมค่ะแล้วชุดนี้เนี่ยจะคลุมด้วยเสื้อผ้าไหมผ้าไหมเนี่ยจะมีปกตัดสีขาวแล้วก็จะมีพับข้อมือจะลักษณะคล้ายภูตาลแล้วเห็นมั้ยคะแต่ว่าจะลักษณะที่ตรงข้อมือจะไม่ใหญ่เท่าภูตาลแล้วการซ้อนปกนั้นการซ้อนคอเสื้อจะไม่ได้ซ้อนแบบภูตาลแต่จะเป็นตรงลงมาแล้วมีปกเสื้อตัดสีขาวนิดนึงตัดขอบแขนสีขาวนิดนึงแต่ว่าผ้านุ่งเนี่ยจะตัดแบบภูตาลเลยโดยใช้ผ้าของ ไทยซึ่งตัดแบบภูตาลแปลว่าปกติแล้วเนี่ยเราจะนุ่งสิ้นเนี่ยนะคะเราจะนุ่งสิ้นมาข้างหน้าแต่ภูตาเนี่ยสิ้นเนี่ยจะอยู่ข้างหลังหมายถึงรอยทรอยทบเนี่ยการทบกันเนี่ยปกติเรานุ่งสิ้นเราทบข้างหน้าแต่ชาวภูตานจะทบข้างหลังและพระองค์ทบข้างหลังนี่คือพระของไทยที่ตัดออกมาได้แบบภูตาลเลยค่ะแล้วภาพนี้ก็เป็นที่ฮือฮามากเมื่อท่านส่งชุดนี้ยิงธนูอยู่บนฉลองพระบาทส้นสูงซึ่งเท่มากเลยนะคะเป็นชุดที่ทุกคนหลงรักมากชุดที่7ค่ะท่านก็แต่งกายคล้ายชาวภูตาน อีกเช่นกันไม่ว่าจะเป็นคอเสื้อนะคะไม่ว่าจะเป็นแขนที่ใหญ่ขึ้นนะคะแล้วก็ชายเสื้อที่สั้นขึ้นแล้วก็ตัวเสื้อข้างในก็ยังเป็นลายขวางเหมือนเดิมนะคะเป็นผ้าจกไหมญวนราชบุรีค่ะเป็นผ้าจกไทยวนราชบุรีค่ะชุดสีชมพูนี้ท่านก็ตัดกระเป๋าจากลายเสื้อเหมือนกันท่านก็ตัดกระเป๋าจากผ้าของเสื้อเหมือนกันแล้วก็ใส่เครื่องประดับเล็กน้อยชุดสีชมพูนี่ชมพูงามละมุนงามตามากผ้าจกไทยวนราชบุรีซึ่งตัดแล้วละไม้คล้ายคลึงกับชุดของชาวภูตานะคะชุดถัดมาค่ะเป็นชุด ผ้าไหมไทยค่ะผ้าไหมไทยทั้งองค์คราวนี้ท่านไม่ใส่ชุดไทยจ๋าละท่านไม่ใส่ชุดไทยแบบคีร่าละท่านคือท่านแต่งชุดไทยสากลละเป็นชุดไทยสากลฉลองพระองค์ไทยสากลเนี่ยเป็นเสื้อกับกระโปรงนะคะซึ่งเป็นผ้าไหมไทยแล้วก็เข้าชุดกันแต่ว่าลวดลายที่อยู่บนเสื้อฉลองพระองค์นั้นเนี่ยเป็นลวดลายคล้ายกับลวดลายของชาวภูตานเป็นผ้าคล้ายกับภูตาลนะคะแล้วประดับประดาคล้ายกับภูตานเหมือนกันก็คือยังไม่ทิ้งความเป็นภูตาลแต่ว่าเป็นการฉลองพระองค์ชุดทันสมัย แล้วเหมือนเดิมค่ะชุดถัดมาค่ะเป็นชุดที่เสด็จกลับเป็นผ้าไหมไทยซึ่งเป็นการทอลายประแจจีนนะคะแล้วก็เพิ่มเข็มกลัดดอกไม้แล้วก็ต้มหูนิดหน่อยคือชุดผ้าไหมสีน้ำเงินครามชุดนี้กับฉลองพระบาทนั้นเป็นสีเดียวกันแล้วท่านก็เสด็จกลับด้วยชุดผ้าไหมไทยสีน้ำเงินซึ่งเรียกว่าเป็นบลูจริงๆนะฮะเป็นบลบูเหลือเกินไหมสีน้ำเงินบลูมากแล้วท่านก็ฉลองพระองค์ชุดนี้เดรสชุดนี้ขึ้นเป็นทำหน้าที่โคไพลอด้วยไม่ได้เปลี่ยนชุดเลย10ชุดที่อยู่ในภูตานเป็น 10ชุดที่สร้างความตื่นตะลึงให้กับชาวภูตานแล้วก็คนไทยแล้วก็ทั่วโลกมากเพราะว่าทำจากผ้าไทยจากผ้าไทยจากศูนย์ศิลปาชีพผ้าไทยที่ต่างๆทั้งภาคเหนือทั้งกระเป๋าจากภาคใต้ทั้งจากราชบุรีทั้งจากอยุธยาหลายๆจังหวัดและหยิบจับผ้าไทยขึ้นมาแล้วนำมาผ่านกระบวนการทางความคิดการวางแผนว่าเราจะลงจากเครื่องบินไปด้วยชุดอะไรเราจะจากไทยจากชุดไทยสีฟ้าจากชุดไทยอมรินสีน้ำตาลเข้มช็อกโกแลตแล้วค่อยๆแปลงมาสู่ชุดคล้ายๆคล้ายๆเป็นชุดปูตาลนิดๆหน่อยๆเห็นปึ๊บ รู้เลยว่าผสมผสานระหว่างผ้าไทยให้กลายเป็นชุดภูตานแล้วก็จากนั้นก็กลับมาเป็นชุดไทยสากลก็คือกระโปรงผ้าไมแล้วก็เสื้อแล้วก็ปิดท้ายด้วยสีบลูก็คือสีalบueแล้วก็เดสชุดนี้ล่ะค่ะก็ไปใช้เป็นชุดที่เดินทางกลับคืนสู่ประเทศไทยแล้วก็ใช้เป็นชุดที่ขับเครื่องบินแล้วก็เป็นคลิปที่น่ารักมากเป็นคลิปที่ส่งบ๊ายบายไปแล้วนะบ๊ายบายแล้วก็ชักชวนชี้ชวนให้พระเจ้าอยู่หัวได้เห็นว่ากษัตริย์ภูตาลและพระราชินภูตาลก็โบกมือลาและทางนี้ก็โบกมือลาเช่นกันแล้ว ทั้ง2พระองค์ก็ทรงทำหน้าที่ไพรอกับโคไพรอขับเครื่องบินขึ้นเหนือฟ้าราชอาณาจักรภูตามังกรสายฟ้ากลับคืนสู่แผ่นดินสยามด้วยความสำเร็จอันงดงามและยิ่งใหญ่เกรียงไกรไปสู่สายตาคนไทยทั้งประเทศและชาวโลกนี่คือการใช้ฉลองพระองค์เป็นการสื่อทางการทูตที่เนียนที่สุดละออละมุนละไมที่สุดเลยชุดเหล่านี้กลายเป็นเรื่องที่อื้ออึ่งและกล่าวขานกันอยู่พระราชินีของไทยสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีสุทธิดาค่ะ

การสื่อสารสัมพันธไมตรี ผ่านฉลองพระองค์พระราชินี ที่ภูฎาน คราวเสด็จเยือนอย่างเป็นทางการ Read More

เปิดประวัติ 5 พี่น้อง ‘ท่านอ้น’ แต่ละคนไม่ธรรมดา

เปิดประวัติ 5 พี่น้อง ‘ท่านอ้น’ แต่ละคนไม่ธรรมดา เปิดประวัติ5พี่น้องฉันไม่ได้ใช้เงินภาษีคนไทยเปิด5พี่น้องท่านอ้นแต่ละคนเรียนจบนอกโปรไฟล์ไม่ธรรมดาหลังจากเสร็จสิ้นพระราชพิธีถวายพระเพลิงสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนีด้วยความขัดแย้งในครอบครัวทำให้หม่อมสุจริตมหิดลในขณะนั้นพาพระโอรสธิดาไปประทับยังสหราชอาณาจักรโดยภายหลังพระบาทสมเด็จพระวชิอยู่ราหูขณะทรงดำรงพระอิสริยยศที่สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชสยามมกุฎราชกุมารทรงรับสมเด็จพระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้าสิริวัณณวรีนารีรัตนราชกัญญาขณะนั้นทรง ดำรงพระยศที่หม่อมเจ้าบุตรน้ำเพชรมหิดลพระธิดาองค์เล็กมาประทับในไทยซึ่งวันที่13มกราคมพุทธศักราช2540มีหนังสือผ่านสถานเอกอัครราชทูตไทยประจำสหราชอาณาจักรเพื่อแจ้งต่อภัยที่เกี่ยวข้องว่าท่านชายทั้ง4ได้ถูกถอดออกจากสถานะพระราชวงศ์และไม่มีสิทธิ์ในการใช้ฐานันดรหม่อมเจ้าอีกต่อไปทั้งนี้ได้เปลี่ยนให้ไปใช้นามสกุลพระราชทานที่ราชวงศ์แทนอย่างไรก็ตามไม่ปรากฏประกาศการถอดฐานันดรศักดิ์ในราชกิจจานุเบกษาที่โดยปกติแล้วการลาออกและการถอดถอนจากทางด้าน ดาราศาสตร์ของเจ้านายชั้นเหมาะเจ้าขึ้นไปจะต้องลงประกาศในราชกิจจานุเบกษาสำหรับคุณสุจาริณีมีบุตรชาย4คนและพระธิดาหนึ่งพระองค์คือสมเด็จพระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้าสิริวัณณวรีนารีรัตนราชกัญญาหม่อมเจ้าจุฑาวัฒน์มหิดลท่านอ้วนประสูติเมื่อวันที่29สิงหาคมพอส.2522ปัจจุบันคือคุณจุฑาวัฒน์วิวัชชันวงศ์หม่อมเจ้าวัชเรศมหิดลท่านอ้นเมื่อวันที่27พฤษภาคมพุทธศักราช2524ปัจจุบันคือคุณวัฒน์ยุวชนวงศ์หม่อมเจ้าจักรีวัดมหิดลท่านออกประสูติเมื่อวันที่26กุมภาพันธ์พุทธศักราช2526ปัจจุบัน คือคุณจักรีวิววัชรวงศ์หม่อมเจ้าวัชรวีมหิดลท่านอินทร์ประสูติเมื่อวันที่14มิถุนายนพุทธศักราช2528ปัจจุบันคือคุณวัชรวีวิวัชชันวงศ์หม่อมเจ้าหญิงบุตรน้ำเพชรมหิดลหรือหม่อมเจ้าหญิงสิริวัณย์วันวารีมหิดลปัจจุบันทรงพระนามว่าพระเจ้าหลานเธอพระองค์เจ้าสิริวัณณวรีนารีรัตน์

เปิดประวัติ 5 พี่น้อง ‘ท่านอ้น’ แต่ละคนไม่ธรรมดา Read More

“เสี่ยโอ” หน้าสั่น! ประชาชน “ตาสว่าง” ไม่ไปงานวันเกิด

“เสี่ยโอ” หน้าสั่น! ประชาชน “ตาสว่าง” ไม่ไปงานวันเกิด เออ เอ้า ก็ เห็น เขาค บอก พระ บรมสารีริกธาตุ ใช่ มั้ย เออ ๆ แผน การ อะไร เกี่ยว ยัง ไง กับ เรื่อง งาน งาน ส่ง งาน ศพ …

“เสี่ยโอ” หน้าสั่น! ประชาชน “ตาสว่าง” ไม่ไปงานวันเกิด Read More

เป็นผู้ใกล้ชิดราชวงศ์ที่ทำร้ายเจ้าคุณพระสินีนาฏ สมเด็จพระนางเจ้าสินีนาถ ไร้เดียงสาเกินไป

เป็นผู้ใกล้ชิดราชวงศ์ที่ทำร้ายเจ้าคุณพระสินีนาฏ สมเด็จพระนางเจ้าสินีนาถ ไร้เดียงสาเกินไป ก็สืบเนื่องมาจากกระแสข่าวการสถาปนาเจ้าคุณพระสีนีนาฏลีลาสกัลยาณีมีที่ของกระพรุนและแพร่สะพัดอย่างหนักอยู่ในขณะนี้และยังเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์กันอย่างกว้างขวางในหมู่ประชาชนโดยในวันนี้กระแสข่าววงในจากอาจารย์ปวินชัชวาลพงศ์พันธ์ก็ยังไม่มีการแจ้งข้อมูลให้ได้ทราบเพิ่มเติมถึงเรื่องการสถาปนาคุณก้อยขึ้นมาเป็นพระวรราชเทวีซึ่งไม่ใช่พระอัครเทวีนับกราฟซึ่งในตอนนี้ทางวางกำลังทะเลาะกันโดยเฉพาะบรรดาพระบรมวงศานุวงศ์ยังไม่ยอมในเรื่องนี้และ ส่วนทางด้านของอาจารย์สมศักดิ์เจียมธีรสกุลในวันนี้ก็ได้มีการโพสต์ถึงข่าวกรองด่วนครับเบื้องต้นคือเสียงมีแผนจะตั้งคุณก้อยเป็นอัครเทวีอีในวันที่26ม.ค.นี้ครับซึ่งเรื่องนี้กำลังเจรจากับเชื้อพระวงศ์พระองค์อื่นๆอยู่เพราะมีบางส่วนในวังไม่เห็นด้วยแต่ดูท่าทางคุณก็ก็จะให้แต่งตั้งในวันที่26มกราคมนี้และนอกจากนี้ในวันนี้อาจารย์ปวินก็ยังได้อัพเดทถึงสถานการณ์การต่อต้านการสถาปนาเจ้าคุณพระสินีนาฎเพิ่มเติมดังนี้อีกด้วย ได้หรือไม่ได้ไม่นานก็รู้กระแสต่อต้านในวางการเลื่อนยศของเจ้าคุณพระสินีนาฎแรงมากโดยเฉพาะจากลูกสาวทั้งสองคนและนอกจากนี้ในandรูนักวิจารณ์ราชวงศ์ไทยก็ยังได้ให้ข้อมูลเพิ่มเติมอีกด้วยว่ามีรายละเอียดเพิ่มเติมล่าสูตรเรื่องในวางพระมหาวชิราลงกรณ์มีแผนการที่จะยกระดับพระมเหสีเจ้าคุณพระศรีมีหน้าที่ลาดกัลยาณีหรือคุณก้อยให้ขึ้นสู่สถานะราชินีเต็มตัวเช่นเดียวกับพระมหากษัตริย์ในยุคก่อนที่มีราชินีหลายพระองค์การประกาศ สามารถทำได้เร็วที่สุดในวันที่26มกราคมซึ่งเป็นวันเกิดของคุณก้อยตั้งแต่มีการต่อต้านมากมายจากสมาชิกราชวงศ์และเจ้าหญิงสิรินธรก็ไม่เห็นด้วยและได้มีการเคลื่อนไหวจากพระมหาวชิราลงกรณ์ซึ่งได้เข้าพบเพื่อโต้แย้งเรื่องนี้และเขาก็มีอารมณ์ที่โกรธมากและในตอนนี้เธอได้รับบาดเจ็บที่ข้อเท้าถึงแม้ว่าจะมีสุนัขตัวหนึ่งเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์นี้และการบาดเจ็บที่ข้อเท้าของเธอก็เพราะจากการถูกทำร้ายและเหตุการณ์นี้ก็ได้แพร่สะพัดในราชสำนักตั้งแต่เกิด เหตุการณ์ซึ่งจากข้อสังเกตที่แตกต่างจากข่าววงในจากราชสำนักแล้วนั้นจะมีส่วนที่แตกต่างกันระหว่างตำแหน่งที่จะสถาปนาแต่งตั้งให้กับเจ้าคุณพระสิหน้าที่ลาดกัลยาณีระหว่างตำแหน่งพระบอระราชเทวีกับพระอัครเทวีจนหลายๆคนสงสัยว่ามีความแตกต่างกันอย่างไรเพราะถึงอย่างไรในตอนนี้ข่าวการสถาปนาขอคุณพระศรีนีนาฎนั้นมาแน่แต่ในตอนนี้อยู่ที่ว่าจะอยู่ในตำแหน่งไหนโดยในวันนี้ข้าพเจ้าได้นำลําดับชั้นพระมเหสีไทยตามโบราณราชประเพณีเอามาให้ได้ฟังกันโดยการ สถาปนาพระอิสริยยศพระภรรยาให้มีพระอิสริยยศฐานันดรศักดิ์ในพระบรมราชจักรีวงศ์โดยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าให้จัดลำดับพระเกียรติยศแห่งพระภรรยาเจ้าและบาทบริจาริกาดังนี้พระภรรยาเจ้าหมายถึงภรรยาของพระเจ้าแผ่นดินที่มีพระกำเนิดเป็นเจ้าซึ่งตามกฎมณเฑียรบาลว่าด้วยพระฐานันดรศักดิ์ของพระภรรยาเจ้าซึ่งได้กำหนดไว้ว่ามี4ขั้นคือพระอัครมเหสีพระมเหสีพระราชเทวีและพระอัครชายาพระอัครมเหสีมีสีเป็นพระอิสริยยศพระภรรยา เอกในพระเจ้าแผ่นดินหรือเป็นพระมารดาขององค์รัชทายาทในอดีตนั้นพระอัครมเหสีมีคำนำหน้าพระนามแตกต่างกันซึ่งแล้วแต่รัชสมัยการแบ่งลำดับชั้นพระอัครมเหสีสมเด็จพระอัครมเหสีคือคือพระมเหสีเองผู้เป็นใหญ่เหนือพระมเหสีคนอื่นๆทั้งปวงซึ่งมีลำดับดังนี้สมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถhermeg-queenเป็นตำแหน่งพระอัครมเหสีหรือพระราชินีและเคยดำรงตำแหน่งผู้สำเร็จราชการแผ่นดินสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีเทอมhstควีนเป็นตำแหน่งพระอัครมเหสีแต่ไม่เคยดำรงตำแหน่งผู้สำเร็จราชการแผ่น ดินสมเด็จพระราชินีวีนพระอัครมเหสีในพระเจ้าแผ่นดินที่หน้าศาลพระราชพิธีบรมราชาภิเษกสมเด็จพระบรมราชเทวีเทอมhstควีนเป็นตำแหน่งพระอัครมเหสีในสมัยรัชกาลที่5ก่อนมีการสถาปนาตำแหน่งพระบรมราชินีนาถขึ้นมาเมื่อมีสําแหน่งพระบรมราชินีนาถแล้วก็ไม่มีการสถาปนาพระอัครมเหสีในตำแหน่งพระบรมราชเทวีอีกเสมอด้วยสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีสมเด็จพระอัครราชเทวีเทอมagesควีนเป็นตำแหน่งพระอัครมเหสีอีกตำแหน่งหนึ่งพระหลังเจ้าพระวรราชเทวีเทอมhstควีนher Royalhighnessเป็นตำแหน่งพระมเหสีลำดับที่2ครั้งนางเจ้าพระราชเทวีherRoyalhighnessเป็นตำแหน่งพระมเหสีลำดับที่3ร้านนางเธอหรืออยู่ข้างเธอเพลินRoyalhighnessเป็นตำแหน่งพระมเหสีลำดับที่4พระอัครชายาเฮอไฮเนสเป็นตำแหน่งพระมเหสีลำดับที่5พระวรราชชายาเธอรอยัลhighnessเป็นตำแหน่งพระมเหสีลำดับที่โห่พระราชชายาherhighnessเป็นตำแหน่งพระมเหสีลำดับที่7เจ้าคุณพระเป็นตำแหน่งพระสนมเองเจ้าคุณจอมมารดาเป็นตำแหน่งพระสนมเอกเจ้าจอมเป็นตำแหน่งพระสนมเอก คละLadyสำหรับพระสนมเอกในรัชกาลที่wholeเจ้าจอมมารดาเป็นตำแหน่งพระสนมเจ้าจอมเป็นตำแหน่งพระสนมจอมมารดาเป็นตำแหน่งพระสนมโดยตำแหน่งที่ถูกถึงกันของเจ้าคุณพระสินีนาฎนั้นจะอยู่ที่ตำแหน่งสมเด็จพระอัครราชเทวีเทอมA7ตี้คลีนฮะซึ่งเป็นตำแหน่งพระอัครมเหสีอีกตำแหน่งหนึ่งและตำแหน่งพระนางเจ้าพระวรราชเทวีเทอมa7cCleanherRoyalhighnessซึ่งเป็นตำแหน่งพระมเหสีลำดับที่2เจ้าคุณพระคือภรรยาของพระมหากษัตริย์ที่มีได้เป็นเจ้านายส่วนบาทบริจาริกานนั้นหมายถึงภรรยาที่ เป็นสามัญชนของพระมหากษัตริย์พระมหาอุปราชและเจ้าฟ้าคือมีฐานันดรศักดิ์ตั้งแต่หม่อมราชวงศ์หญิงลงไปโดยมีคำนำหน้าว่าเจ้าจอมโดยมีประชาชนหลายฝ่ายได้เข้ามาแสดงความคิดเห็นดังนี้อยากรู้ว่าตำแหน่งพระอัครมเหสีและพระวรราชเทวีครอบคลุม112หรือไม่โดยตำแหน่งสมเด็จพระอัครมเหสีในปัจจุบันยังหมายถึงสมเด็จพระบรมราชินีเพียงตำแหน่งเดียวเพราะมีการสถาปนาอย่างเป็นทางทำงานแต่ถ้าเกิดมีการสถาปนาตำแหน่งอื่นถึงแม้ว่าตามหลักการจะใช้กฎหมายอาญานั้นก็จะต้องใช้และตีความ อย่างเคร่งครัดก็จริงหากแต่ในมาตรานี้อาจจะตีความขยายออกไปได้ว่าคำว่าพระราชินีก็คือสมเด็จพระอัครมเหสีเพราะตำแหน่งสมเด็จพระอัครมเหสีหลายๆตำแหน่งก็ใช้ชื่อในภาษาอังกฤษว่าเธอเมจิStealthequeenเช่นกันกับสมเด็จพระบรมราชินีและมีศักดินาเสมอสมเด็จพระบรมราชินีจึงมีความเป็นไปได้สูงที่อาจจะตีความให้ครอบคลุมตำแหน่งสมเด็จพระอัครมเหสีอื่นๆได้นอกจากตำแหน่งสมเด็จพระบรมราชินีถ้าเกิดมีการสถาปนาขึ้นมาและตำแหน่งนี้ก็เทียบเสมือนสมเด็จพระบรมราชินีอีกพระองค์ หนึ่งเพียงแต่เรียกชื่อต่างกันไปและสระก็จะเป็นรองกว่านิดนึงเพียงเท่านั้นก็เข้าหลักเกณฑ์ตามมาตรา112ครอบคลุมอย่างแน่นอนและนี่ก็เป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่เหมาะสมแก่การสถาปนาเจ้าคุณพระสินีน่าฟิล่ากัลยาณีเพราะว่าเธอนั้นมีความเครียดพร้อมเหมาะสมเป็นที่สุดเพราะในสมัยรัชกาลที่5ก็เคยเกิดเหตุการณ์เช่นนี้มาก่อนไม่ว่าจะเป็นตำแหน่งในจะเป็นพระอัครเทวีหรือพระวรราชเทวีข้าพเจ้าก็มีความเชื่อมั่นว่าประชาชนชาวไทยทุก

เป็นผู้ใกล้ชิดราชวงศ์ที่ทำร้ายเจ้าคุณพระสินีนาฏ สมเด็จพระนางเจ้าสินีนาถ ไร้เดียงสาเกินไป Read More

ว้าแดงอวดเก่ง!! มีจีนหนุนหลังเอาใหญ่ ขู่ไทยถ้ากล้าก็จัดมา ถ้าไม่อยากให้ประเทศหายไปจากโลก

ว้าแดงอวดเก่ง!! มีจีนหนุนหลังเอาใหญ่ ขู่ไทยถ้ากล้าก็จัดมา ถ้าไม่อยากให้ประเทศหายไปจากโลก กอง ทัพ ว้า แดง อวด เก่ง มาก อ้าง ว่า มี แบ็ค ใหญ่ จาก ประเทศ จีน ไทย คง ไม่ กล้า ทำ แต่ ถ้า กล้า ก็ เอา ว้า …

ว้าแดงอวดเก่ง!! มีจีนหนุนหลังเอาใหญ่ ขู่ไทยถ้ากล้าก็จัดมา ถ้าไม่อยากให้ประเทศหายไปจากโลก Read More