“ทนายตั้ม” เอาคืน 2 พยานปากสำคัญ เชื่อมโยง 2 บิ๊กใหญ่!!

ทนายตั้มยืนยันว่าพยานในคดีของตนเป็นพยาน ที่ถูกปรุงแต่งซึ่งไม่เป็นไปตามกระบวนการ ของพยานพร้อมอ้างถึงประมวลกฎหมายวิธี พิจารณาความอาญาที่กำหนดว่าพยานที่เกิด จากการจูงใจหรือมีคำมั่นสัญญาไม่ควรรับ ฟังโดยระบุว่าในชั้นศาลมีการยอมรับว่ามี การรับเงินสด 1 ล้านบาทจริงและได้รับงาน จาก AOT มูลค่าหลายสิบล้านบาทซึ่งตน ต้องการให้ DSI ตรวจสอบข้อเท็จจริงทั้ง หมดซึ่งการมาร้อง DSI ในวันนี้ตนมาในฐานะ ประชาชนที่พบว่ามีการกระทำความผิดพร้อม ยืนยันว่าไม่ได้เป็นการยุ่งเหยิงพยานหลัก ฐานเนื่องจากการเบิกความพยานสิ้นสุดและมี การพิจารณาเสร็จสิ้นไปแล้วดังนั้นจึงไม่
ถือว่าเป็นการยุ่งเหยิงกับพยานแต่ยอมรับ ว่าการฟ้องร้องครั้งนี้เกิดจากไฟแค้นที่ ตนเป็นผู้ถูกกระทำรวมถึงครอบครัวลูกภรรยา และพี่สาวภรรยาก็ได้รับผลกระทบจากเรื่อง นี้อย่างไรก็ตามนายสิทธาระบุว่าแม้จะมี ความคับข้องใจจากการถูกดำเนินคดีจนส่งผล กระทบต่อครอบครัวแต่การยื่นเรื่องครั้ง นี้ไม่ได้มีเป้าหมายเพื่อแก้แค้นส่วนตัว เพียงหากต้องการให้ตรวจสอบว่ามีการทุจริต หรือหัวประมูลในโครงการของรัฐหรือไม่ เพราะเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับผล ประโยชน์ของประเทศและภาษีของประชาชนทั้ง นี้นายศิทธราได้ขอให้ DSI รับเรื่องไว้ ตรวจสอบและหากพบว่ามีการกระทำความผิดจริง
ก็ขอให้ดำเนินคดีกับผู้ที่เกี่ยวข้องทุก คนโดยให้เหตุผลที่เลือกยื่นต่อ DSI เนื่องจากเป็นหน่วยงานที่มีอำนาจสืบสวน สอบสวนคดีพิเศษขณะที่คดีเดิมของตนอยู่ใน ความรับผิดชอบของเจ้าหน้าที่ตำรวจซึ่ง เป็นผู้ทำสำนวนคดีที่ตนกำลังต่อสู้อยู่ใน ปัจจุบันส่วนการใช้ชีวิตหลังออกมาจาก เรือนจำนั้นตนก็ไม่ได้ไปทำบุญเพราะคิดว่า พระไม่ได้ช่วยอะไรช่วยตัวเองดีที่และอยาก ใช้ชีวิตอยู่กับครอบครัวส่วนภรรยาจะไปทำ บุญกับลูกให้สบายใจก็เป็นเรื่องของเขานอก จากนี้ภรรยาสั่งไว้ว่าอย่าไปมีเรื่องกับ ตำรวจเพราะเขาเป็นคนเขียนสำนวนแต่ภรรยาก็ ไม่ได้สั่งห้ามว่าห้ามยุ่งกับอดีตรองนายก
ที่มีอำนาจเหนือกว่าตำรวจซึ่งหลังจากนี้ ตนจะเปิดรับให้ชาวบ้านมาร้องเรียนแต่ไม่ รับเรื่องที่เกี่ยวข้องกับตำรวจส่วนการ ฟ้องบุคคลอื่นๆที่เกี่ยวข้องในครีตนขณะ นี้ยังไม่ได้คิดดำเนินการแต่ส่วนเรื่อง การท้าดื่มปัสสาวะจำนวน 142 แก้วก็ยังคง เดิมเพราะคดียังไม่ถือว่าสิ้นสุดส่วน เรื่องที่หลายคนตั้งข้อสงสัยว่าทำไมตนออก มาจากเรือนจำแต่ผมยาวนั้นตอนเป็นผู้ต้อง ขังที่อยู่ระหว่างการพิจารณาคดีจึงไม่ จำเป็นต้องตัดผมสั้นเกรียนต่างจากนักโทษ ชั้นเด็ดขาดซึ่งตนสามารถไว้รองทรงได้ขณะ ที่พันตำรวจตรีวรนันเปิดเผยว่าภายหลังจาก วันนี้นายศิทธราได้นำเอกสารและพยานหลัก
ฐานมายื่นต่อกรมสอบสวนคดีพิเศษหรือ DSI เพื่อขอให้ตรวจสอบกรณีที่เกี่ยวข้องกับ การต่อสู้คดีในชั้นศาลซึ่งมีข้อสงสัยจาก คำให้การของพยานบางปากว่าอาจมีการปกร่วม กันในการเสนอราคาหรือเข้าขายการหัวประมูล นั้นเบื้องต้น DSI ได้รับเอกสารไว้เรียบ ร้อยแล้วหลังจากนี้จะมีการพิจารณาในราย ละเอียดก่อนเสนอให้อธิบดีกรมสอบสวนคดี พิเศษพิจารณาว่าเรื่องดังกล่าวอยู่ใน อำนาจตามกฎหมายของ DSI ที่จะรับดำเนินการ หรือไม่พร้อมยืนยันว่าจากการตรวจสอบ เบื้องต้นที่ผ่านมา DSI ยังไม่เคยได้รับ เรื่องร้องเรียนในประเด็นดังกล่าวมาก่อน